Chinese (Simplified)Chinese (Traditional)EnglishFrenchJapaneseRussianThai


ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในฝัน

8 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในโอซาก้า ญี่ปุ่น

เที่ยวเมืองโอซาก้า (Osaka) เมืองที่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของญี่ปุ่นค่า ขอบอกว่ามีที่เที่ยวเยอะมากกก ทั้งได้สัมผัสธรรมชาติ และบรรยากาศสวยๆ ใกล้ชิดกับบรรดาสัตว์น้ำใต้ท้องทะเล สนุกสนานมันส์หยดกันที่สวนสนุกระดับโลก ตะลุยกินและช็อปปิ้งในย่านดัง และชมสถาปัตยกรรมโบราณอันเก่าอายุกว่าพันปี อู๊ยยย เรียกได้ว่าจะได้สัมผัสกันทุกอารมณ์เลยหล่ะค่ะ ถ้าใครมีแพลนจะไปเที่ยวโอซาก้าแต่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนบ้างล่ะก็ หญิงปุ๊กได้คัดสรรที่เด็ดๆ มาให้ทุกคนแล้ว ตามมากันเล้ยย

เที่ยวปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

ปราสาทโอซาก้านับว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองโอซาก้าเลยก็ว่าได้ค่ะ ใครมาถึงโอซาก้าแล้วห้ามพลาดเด็ดขาดเลย ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความสง่างาม และยังได้รับการยกย่องให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญโดยรัฐบาลญี่ปุ่นอีกด้วยนะคะ

ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1583 โดยท่านไดเมียว โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (Toyotomi Hideyoshi) ถือเป็นปราสาทที่ใหญ่โตอลังการที่สุดของญี่ปุ่นในขณะนั้นเลยค่ะ แต่หลังจากที่ท่านโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิเสียชีวิตลงไม่กี่ปี ปราสาทได้ถูกโจมตีและทำลายโดยทหารของโทะกุงะวะ (Tokugawa) ต่อมาก็ถูกฟ้าผ่าและไฟไหม้อีก ทำให้ต้องมีการซ่อมแซมกันอยู่หลายครั้ง จนในปี 1931 ก็ได้มีการบูรณะกันครั้งใหญ่ โดยซ่อมแซมทั้งภายในและภายนอกให้ทันสมัยและแข็งแรงมากขึ้น ตัวปราสาทถูกล้อมรอบด้วยกำแพงหินคอนกรีตสูงถึง 30 เมตร โดยใช้หินทีละก้อนมาวางต่อกันอย่างแน่นหนาและแข็งแรงมากกก ก้อนที่ใหญ่ที่สุดนั้นมีน้ำหนักมากถึง 130 ตันเลยทีเดียวค่า

หอคอยปราสาทจะมีทั้งหมด 8 ชั้น ปัจจุบันได้เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของปราสาทและเรื่องราวของท่านไดเมียว โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ และยังได้รวบรวมของสะสมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 10,000 ชิ้น เช่น เครื่องแต่งกายโบราณ อาวุธ เกราะ ดาบที่ใช้ในสงคราม และภาพวาดของท่านโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ เป็นต้นค่ะ แถมยังมีมุมให้นักท่องเที่ยวได้แต่งองค์ทรงเครื่องเป็นซามูไรและใส่กิโมโนถ่ายรูปเก๋ๆ ในราคา 300 เยน หรือจะขึ้นลิฟต์ไปชมวิวและทัศนียภาพของเมืองโอซาก้าแบบ 360 องศาบนชั้น 8 ได้อีกด้วยค่า

ตื่นตาตื่นใจกับภายในปราสาทแล้ว ภายนอกก็เด็ดไม่แพ้กันนะคะ รอบๆ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและสวนนิชิโนมารุ (Nishinomaru Garden) บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย มีต้นซากุระกว่า 600 ต้น โดยมีปราสาทเป็นฉากอยู่ด้านหลัง เป็นภาพที่สวยงามสุดๆ จัดเป็นสถานที่ชมซากุระที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ ^^

 

เที่ยวยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan, USJ)

เชื่อว่าที่นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของใครหลายๆ คนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแน่นอนเลยใช่ม้าา? อาณาจักรของคนรักหนังฮอลลิวู้ดหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น! สาวกแฮร์รี่พอตเตอร์ห้ามพลาด และเป็นสวนสนุกแห่งแรกของยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ที่เปิดในเอเชีย เปิดขึ้นเมื่อปี 2001 มีนักท่องเที่ยวมาเยอะมาก ยิ่งวันเสาร์อาทิตย์ต้องใช้คำว่าล้นหลามกันเลยทีเดียวค่า

ภายในสวนสนุกมีกิจกรรมมากมาย โดยจะมีโซนต่างๆ ทั้งหมด 8 โซน ขอบอกว่ามันส์ทุกโซนจ้า ไม่ว่าจะเป็น Amity Village ล่องเรือออกสู่ท้องทะเลไปพร้อมกัปตัน โดยจำลองมาจากภาพยนตร์เรื่อง Jaws ระหว่างทางจะปะทะกับฉลามตัวใหญ่พร้อมเอฟเฟคแบบจัดเต็ม! และการแสดงจำลองฉากจากภาพยนตร์เรื่อง Water World เป็นการแสดงฉากการต่อสู้อันดุเดือดสุดเร้าใจบนผิวน้ำ และการผจญภัยผ่านเทคนิคภาพ 4K 3D  พร้อมด้วยสเปเชี่ยลเอฟเฟคที่ทั้งภาพ แสง สี เสียงสมจริงมากๆ เหมือนว่าเรากำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ เลยค่ะ

ต่อด้วยรถไฟเหาะสุดมันส์อย่าง Flying Dinosaurs บนความสูง 46 เมตร ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง! โดยเราจะถูกล็อคกับเก้าอี้แบบคว่ำหน้าลงพื้น เหมือนกับถูกไดโนเสาร์มีปีกจับตัวเราบินขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วหมุนติ้วๆ ตีลังกาลงมา พร้อมโฉบลงน้ำ ตู้มมมม! เท่านั้นยังไม่พอค่ะ ยังมีรถไฟเหาะแบบถอยหลังที่จะทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังหงายหลังหล่นลงจากที่สูงกว่า 43 เมตร งานนี้ขาไม่สั่น ใจไม่เต้น ไม่ได้กลับบ้านนะคะ 555

หลังจากที่ใจหายใจคว่ำกันมาแล้วยังมีโซนสำหรับเด็กๆ ที่จะได้เพลิดเพลินไปกับความน่ารักของเหล่าตัวการ์ตูนอย่าง Hello Kitty, Sesame Street และ Snoopy พร้อมเครื่องเล่นสนุกๆ และมาสคอตสุดน่ารักเดินให้ถ่ายรูปกันอยู่ทั่วทั้งโซน

และโซนเด็ดที่ใครไม่ได้มาสัมผัสถือว่าพลาดมากกก ก.ไก่ล้านตัว นั่นก็คือ The Wizarding World of Harry Potter ดินแดนเวทมนตร์ที่จำลองมาจากภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Harry Potter นั่นเองค่า ทั้งบรรยากาศและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เหมือนเราได้หลุดเข้าไปหนังเลยค่ะ >,< เมื่อเข้าไปก็จะเห็นปราสาทฮอกวอตส์อันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ รอบๆ มีร้านค้าที่ขายของวิเศษ ร้านขนมจากในหนัง และร้านขายของที่ระลึกอีกมากมาย และยังมีเครื่องเล่นอย่าง Harry Potter and Forbidden Journey เป็นเครื่องเล่นรูปแบบ 4K 3D ที่จะพาเราขี่ไม้กวาดผจญภัยไปในฉากอันแสนตื่นเต้นกับแฮร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นในป่าต้องห้ามหรือไล่ล่ามังกรในสนามควิตดิช

ปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดสุดตระกาลตาของเหล่าตัวการ์ตูน ที่ออกมาเดินให้ชมกันแบบใกล้ชิดพร้อมเสียงเพลง สร้างความสุขและรอยยิ้มให้ทุกคนได้ดีมากๆ รับรองว่ามาที่ยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ เจแปนแห่งนี้ไม่มีผิดหวังแน่นอนค่า ^^

ค่าเข้าชม : ตั๋วแบบ 1 วัน ผู้ใหญ่ ราคา 7,200 เยน, เด็ก ราคา 4,980 เยน, ผู้สูงอายุ ราคา 6,470 เยน โดยจะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10:00 – 17:00 น. (Low Season) และ 9:00 – 21:00 น. (Peak Season)

 

ชมวิวที่ตึกอูเมะดะสกาย (Umeda Sky Building)

อาคารคู่แฝดที่สูงโดดเด่น เป็นจุดชมวิวชื่อดังของโอซาก้าเลยค่ะ ความสูงถึง 173 เมตร มีบันไดเลื่อนเชื่อมจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่ง ตรงกลางจะมีสวนลอยฟ้าเรียกว่า Floating Garden Observatory จุดนี้เองค่ะที่เป็นสถานที่ชมวิวของเมืองโอซาก้าแบบ 360 องศา และยังมองไปได้ไกลถึงเกาะอาวาจิที่อยู่ห่างจากโอซาก้ากว่า 50 กิโลเมตรเลยทีเดียว แนะนำให้มาช่วงตอนเย็นนะคะ เพราะจะได้ชมความงามของพระอาทิตย์ตก พอตกกลางคืนบนนี้ก็จะเปิดไฟสว่างไสว และยังได้เห็นความสวยของเมืองโอซาก้าในยามค่ำคืนอีกด้วย

แถมยังมีจุดให้คล้องกุญแจรูปหัวใจสุดมุ้งมิ้ง มีคู่รักมาเขียนชื่อลงกุญแจแล้วคล้องไว้เต็มเลย กระหนุงกระหนิงหวานเว่อร์ค่า เราก็ได้แต่มองแต่ปริบๆๆ และชมวิวของเราต่อไป 5555

ภายในตึกมีร้านอาหารที่สามารถนั่งทานหรือจิบกาแฟไปพร้อมกับชมวิวสวยๆ ไปด้วยได้ ก่อนกลับลองแวะมาจุดขายของที่ระลึกที่มีขายเฉพาะที่นี่เท่านั้น ถ้าซื้อกลับไปเป็นของฝากรับรองว่าคนรับจะต้องถูกใจอย่างแน่นอนค่ะ

ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 800 เยน, เด็กอายุ 12-17 ปี 500 เยน, เด็กอายุ 6-11 ปี 300 เยน และ เด็กอายุ 4-5 ปี 100 เยน ค่า เปิดบริการทุกวัน เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 10:00 – 22: 00 น.

   

 

เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan)

เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกกก! ตั้งอยู่ที่เท็มโปซังฮาเบอวิลเลจ (Tempozan Harbor Village) บริเวณริมอ่าวโอซาก้าค่า ยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือจริงๆ ตื่นเต้นตั้งแต่เดินเข้ามาเลยค่ะ บนเพดานเต็มไปด้วยไฟประดับสีฟ้าหลายร้อยดวง เหมือนมีแสงสว่างจากเหล่าแพลงก์ตอนส่องแสงให้เห็นความสวยงามตลอดทาง ทำให้รู้สึกว่ากำลังอยู่ในท้องทะเลอันกว้างใหญ่จริงๆ นี่แค่เริ่มนะคะเนี่ย >,<

ที่นี่มีทั้งหมด 8 ชั้นค่ะ สามารถดูชีวิตใต้น้ำของสัตว์ทะเลที่ได้รวบรวมปลาสารพัดสายพันธุ์มาไว้จากทั่วโลก เราจะได้พบกับปลาแปลกๆ มากมาย และสัตว์ต่างๆ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน โดยตู้ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Central Tank ที่มีความลึกถึง 9 เมตร จุน้ำมากกว่า 5 พันตัน เป็นการจำลองชีวิตในมหาสมุทรแปซิฟิคที่มีทั้งปลากระเบน ปลาช่อนยักษ์อเมซอน ปลาปักเป้าฟันสองซี่ รวมถึงฉลามวาฬซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ในตู้นี้ด้วยนะคะ และฝูงปลาว่ายวนกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ สวยงามมากๆ ถ้าได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้วจะต้องร้องว้าวกันไปตามๆ กันเลยล่ะค่า

และยังมีการจำลองวงแหวนไฟ (Ring of Fire) ที่อยู่รอบมหาสมุทรแปซิฟิค มีการเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตมากมาย รวมแล้วที่นี่มีตัวอย่างสัตว์ให้ชมถึง 620 ชนิด ในจำนวนกว่า 30,000 ตัว! ทั้งสัตว์บกน้ำ สัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น นากทะเล สิงโตทะเลแคลิฟอร์เนีย แมวน้ำลายจุด โลมาขาวแปซิฟิค ปลาพิรารูคูที่เป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก อิกัวน่า กบ และเพนกวินราชา เป็นต้น เราจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนี้อาศัยอยู่รวมกันและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นการจำลองระบบนิเวศที่เหมือนจริงมากๆ เลยค่ะ ทั้งบรรยากาศและสภาพอากาศ เหมือนได้ยกมหาสมุทรแปซิฟิคมาไว้ที่โอซาก้าเลยก็ว่าได้

ขอบอกเลยว่ามาที่นี่คุ้มค่ามากๆ ได้ชมสิ่งมีชีวิตมากมาย ปกติเห็นแต่ในโทรทัศน์แต่พอได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ตื่นตาตื่นใจ สนุก และได้ความรู้กลับไปเต็มๆ เป็นอีกประสบการณ์ที่ทุกคนต้องไม่พลาดเลยนะค้า

โดยให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่และนักเรียนชั้นมัธยมปลายขึ้นไป 2,300 เยน, นักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้น 1,200 เยน, เด็กเล็กอายุ 4 –  6 ปี 600 เยน, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 2,000 เยน และเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ฟรีค่า

 

   

 

เที่ยวย่านโดทงโบริ (Dotonbori)

โดทงโบริ แหล่งช็อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโอซาก้า เป็นถนนสายเล็กๆ ที่อยู่เลียบคลองโดทงโบริ ในช่วงกลางคืนจะเปิดไฟประดับประดาสวยงาม ร้านค้าต่างๆ ก็จะเต็มไปด้วยแสงสี มีผู้คนมาเดินเล่นซื้อของ ทานอาหาร และดื่มด่ำกับบรรยากาศโรแมนติกริมคลองนี้กันอย่างคึกคักเลยค่ะ เราจะเห็นป้ายไฟกูลิโกะ (Glico Running Man sign) ที่เป็นรูปนักวิ่งกำลังชูมืออยู่ ถือเป็นสัญลักษณ์ของย่านโดทงโบริเลย ใครมาแล้วไม่เห็นนี่แสดงว่ามาไม่ถึงนะจ๊า

ที่นี่มีร้านอาหารเยอะมากกกก ที่สำคัญคือเปิดตลอด 24 ชั่วโมง! เรียกได้ว่าหิวเมื่อไหร่ก็แวะมาได้เลย ครึกครื้นกันตลอดทั้งวัน ร้านขึ้นชื่อก็มีร้านปูยักษ์ Kani Doraku crab sign ที่ทั้งสดและรสชาติอร่อยเหาะ ปูแต่ละตัวที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างดี เนื้อว๊านหวานน  อู๊ย แค่พูดก็น้ำลายไหลแล้วค่ะ และมาชิมปลาปักเป้าที่ร้าน Duboraya ทั้งอร่อย สะอาดและปลอดภัย ปกติหาทานที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ นะคะ มาย่านนี้ต้องรีบจัดด่วนๆ ต่อด้วยทาโกะยากิ ร้าน Dotonbori Konamon Museum ที่มีเจ้าปลาหมึกยักษ์เกาะอยู่หน้าร้าน ทาโกะยากิแสนอร่อยที่ทำกันใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว เราสามารถทำเองได้ด้วยนะคะ และยังมีเวิร์คช็อปให้เราปั้นทาโกยากิปลอมกลับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย งานนี้ทั้งสนุกทั้งอร่อยกันไปเล้ย

อิ่มแล้วก็มาเดินย่อยกันที่ ด๊องกี้ (Don Quijote Dotonburi) ตึกช็อปปิ้งที่ขาช็อปต้องกรี๊ดกระจาย เพราะนอกจากจะขายทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ราคายังถูกกว่าที่อื่นและเป็นสินค้าปลอดภาษี ที่สำคัญคือเปิดตลอด 24 ชั่วโมงค่า

ปิดท้ายด้วยโรงละคร Osaka Shochikuza เป็นโรงละครคาบูกิที่สร้างมากว่า 50 ปี จะมี Kuidaore Taro หุ่นรูปตัวตลกหน้าตาร่าเริงกำลังตีกลองอยู่ เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสนุกสนานรื่นเริงของเมืองโอซาก้าค่ะ มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วยบ่อยๆ ไม่แพ้ป้ายกูลิโกะเลย

 

เที่ยวย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi)

ถ้าเน้นช็อปปิ้งต้องย่านชินไซบาชินี้เลยค่า เป็นอีกแหล่งช็อปปิ้งที่นักกินนักช็อปต้องมา อยู่บริเวณเดียวกับย่านโดทงโบริแต่แค่เป็นถนนคนละเส้นกันค่ะ เต็มไปด้วยร้านค้าชื่อดังของโอซาก้ากว่า 180 ร้าน ให้ได้ตาลุกวาวกันตลอด 600 เมตร *0*  ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า ร้านค้าแบรนด์เนม โดยเฉพาะเครื่องสำอางซึ่งราคาถูกกว่าบ้านเรามาก มีให้เลือกกันละลานตาเลยค่ะ และร้านสุดน่ารักอย่าง Disney Store และ Sanrio Gallery

เครดิตรูปภาพ https://digjapan.travel/th/blog/id=11476

เครดิตรูปภาพ https://www.odigo.jp/spots/7727-sanrio-gallery-daimaru-shinsaibashi-osaka-shi

นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟ ร้านขนมอร่อยๆ อีกเพียบ! น่าทานไปโม้ดดด ไม่ว่าจะเป็นร้าน LUKE’S ที่มีขนมปังร้อนๆ กับเนื้อกุ้งล็อบสเตอร์เนื้อแน่นเต็มคำ, ร้านชีสเค้กชื่อดังอย่าง PABLO เนื้อสัมผัสนุ่มๆ ชีสเค้กละลายในปาก อู๊ยย ฟินนน, ร้าน Castella Ginso เป็นเจ้าแรกที่คิดค้นขนมคัสเตลลาหรือเค้กฟองน้ำญี่ปุ่นที่เก่าแก่กว่า 60 ปี, Candy a go go ร้านที่ได้รวบรวมลูกอมและหมากฝรั่งมาไว้จากทั่วโลก และต้องไม่พลาดขนมของฝากสุดฮิตอย่างกูลิโกะ ที่มีทั้งป๊อกกี้ โคลอนยักษ์ คิทแคทรสชาติใหม่ๆ ให้เลือกซื้อกันเพลินเลยค่า ก่อนมาย่านนี้น้ำหนัก 50 กิโล กลับไปอาจจะเป็น 60 กิโล ก็เป็นได้ กร๊ากกก

และตอนนี้กำลังก่อสร้างห้างฯ Daimaru Shinsaibashi อยู่ด้วยค่ะ เป็นห้างฯ ขนาดใหญ่ที่รวบรวมแบรนด์ดังๆ และร้านอาหารไว้เพียบ น่าจะเสร็จในปี 2019 และจะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของย่านชินไซบาชิเลยล่ะค่า

เครดิตรูปภาพ https://www.wonderfulpackage.com/article/v/649/

เครดิตรูปภาพ http://www.shinsaibashi.or.jp/special/monthly/201710/taiken01.html?lang=#lang:

 

วัดชิเทนโนจิ (Shitennoji Temple)

วัดชิเทนโนจิเป็นวัดพุทธแห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นค่ะ ถูกสร้างขึ้นมานานกว่า 1,424 ปี โดยเจ้าชายโชโทคุ (Shotoku) ซึ่งมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก และได้จ้างช่างไม้ฝีมือดีสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาโดยมีต้นแบบมาจากสถาปัตยกรรมของวัดในประเทศจีน ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่พุทธศาสนาในญี่ปุ่นอีกด้วยนะคะ แต่ต่อมาตัวอาคารก็ถูกไฟไหม้และสงครามหลายต่อหลายครั้ง จึงมีการซ่อมแซมส่วนต่างๆ อย่างละเอียดเพื่อให้คงรูปแบบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุดค่ะ

ประกอบไปด้วยอาคารทั้งหมด 7 ส่วน โดย 4 อาคารแรกนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ราชาแห่งสวรรค์ทั้ง 4 และเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมค่ะ ได้แก่ โรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล สถาบันสวัสดิการสังคม เภสัชสถาน และอาคารที่เหลือ เช่น เจดีย์ 5 ชั้น วิหารทองคำ ห้องเก็บสมบัติที่มีการแสดงภาพวาด พระคัมภีร์ และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ของวัด หอธรรมที่มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมอยู่ เป็นต้น

บรรยากาศภายในวัดกว้างขวางและร่มรื่นมากๆ เลยค่ะ มีทั้งสวนและบ่อน้ำ เหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน และยังเป็นจุดชมดอกซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยค่า

และทุกๆ วันที่ 22 เมษายนของทุกปี จะมีการจัดเทศกาล Shoryo-e Bugaku Daihoyo ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายโชโทคุ โดยจะมีการร่ายรำกากะคุ (Gagaku) เป็นการร่ายรำแบบโบราณ ถือเป็นการแสดงชั้นสูงในราชสำนัก ซึ่งการร่ายรำนี้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ ภายในวันงานมีตลาดนัด Flea Market ที่มีจำนวนร้านมากถึง 400 ร้าน เต็มไปด้วยสินค้าสวยๆ แปลกตาเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ในสไตล์ญี่ปุ่น ผู้คนที่มาเดินต้องได้ของของติดไม้ติดมือกลับไปอย่างแน่นอนจ้า

  

 

ศาลเจ้าสุมิโยชิ (Sumiyoshi Taisha)

ศาลเจ้าสุมิโยชิของศาสนาชินโตมีอยู่กว่า 2,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น และที่นี่เป็นศาลเจ้าหลักของทุกศาลเจ้าสุมิโยชิทั้งหมดค่ะ นับเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่น ในช่วงปีใหม่จะมีผู้คนมาไหว้และขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้กว่า 2 ล้านคน

โดยสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรตที่ 3 หรือกว่า 1,806 ปีเลยทีเดียว มีสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวอันโดดเด่นและไม่เหมือนที่ไหน เรียกว่า สุมิโยชิ-ซึคุริ (Sumiyoshi-zukuri) โดยศาลเจ้าสุมิโยชินี้จะหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งแตกต่างจากศาลเจ้าอื่นที่จะหันหน้าไปทางทิศใต้ตามหลักฮวงจุ้ยของจีน

ตัวหลังคาจะลาดตรง ด้านบนตกแต่งด้วยไม้ไขว้คล้ายรูปกากบาท มีไม้ท่อนเล็กๆ วางแนวขวางไปตามยาวของหลังคา และทุกศาลจะมีรั้วล้อมรอบ เรียกว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมจริงๆ ค่ะ โดยโครงสร้างทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติอีกด้วย และผู้คนมีความเชื่อว่าภายในศาลเจ้าสุมิโยชินั้นเป็นที่อยู่ของเทพคามิ ที่คอยให้ความคุ้มครองแก่ผู้เดินทางทางเรือและชาวประมง เราจึงพบศาลเจ้ารูปแบบนี้ได้บ่อยๆ ที่บริเวณใกล้ท่าเรือค่ะ

อ้อออ! แล้วอย่าลืมแวะถ่ายรูปสะพานไม้โซริฮาชิ (Sorihashi Bridge) สะพานสีแดงที่อยู่ตรงทางเข้าศาลเจ้านะคะ เป็นจุดที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมาก ถือเป็นสัญลักษณ์ของศาลเจ้าแห่งนี้เลยล่ะค่ะ เชื่อกันว่าการข้ามสะพานนี้เป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย และในตอนกลางคืนจะมีการตกแต่งไฟประดับสว่างสวยงาม จนได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 วิวยามค่ำคืนที่สวยที่สุดของภูมิภาคคันไซอีกด้วยค่า

 

ขยายแผนที่ กดบนชื่อสถานที่ เพื่อดูบน Google Maps

jaoh

jaoh

Leave a Reply

29 Comments

LEAVE A COMMENT