ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในฝัน

เที่ยวพม่า

8 สุดยอดเมืองท่องเที่ยวในพม่า Myanmar

เที่ยวพม่า (Myanmar) ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอารยธรรมพระพุทธศาสนาล้ำค่า เป็นถิ่นกำเนิดชาวมอญ เมือง 2,000 เจดีย์ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่ตอนนี้ได้รับความสนใจในด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น ยิ่งสำหรับชาวแก๊งสายบุญแล้วยิ่งห้ามพลาด มีพรอะไร อยากขอ อยากสมหวัง จัดด่วน! โปรโมชั่นตั๋วถูกรอให้กดจองเพียบ! หญิงปุ๊กขอชี้เป้าเดินหน้าสู่ทริปพม่าเลยค่า NO VISA ค่าเงินก็ถูกกว่าบ้านเราด้วย รอช้าอยู่ไย … ออกเดินทางไปสัมผัสกับวัฒนธรรมของเมืองลุ่มแม่น้ำอิรวดี ทริปนี้รับประกันความอิ่มบุญ และตื่นตาอย่างแน่นอนค่ะ!

 

เที่ยวเจดีย์ชเวดากอง สักการะพระพุทธไสยาสน์ ชมเจดีย์โบตะทอง ขอพรเทพทันใจ, ย่างกุ้ง (The Shwedagon Pagoda, The Reclining Buddha, Botataung Pagoda and Natboboyee, Yangon)

เจดีย์ชเวดากอง มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในพม่าที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจ เจดีย์ชุบทองแห่งนี้มีความสูงถึง 99 เมตร ถูกรายล้อมไปด้วยเจดีย์เล็กอีก 64 องค์ ประดับด้วยเพชรกว่า 7,000 เม็ด จึงถูกเรียกว่า “มงกุฎแห่งพม่า” ด้านในนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ในใจกลางเมืองย่างกุ้งสามารถมองลงมาเห็นบ้านเมืองรอบๆ ได้อย่างทั่วถึง เจดีย์ชเวดากองมีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ถูกสร้างขึ้นโดยชาวมอญ และยังเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในพม่าด้วยค่ะ สำหรับการขึ้นไปเยี่ยมชมเจดีย์ชเวดากองนั้นสามารถขึ้นไปทั้งหมด 4 ทาง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราแนะนำว่าให้ไปขึ้นที่โซนกลางค่ะ ฝั่งนั้นจะเป็นทางขึ้นแบบลิฟต์โดยสาร การเข้าชมวัดในประเทศพม่านั้นเน้นว่าทุกที่ที่เป็นเขตวัด ต้องถอดรองเท้านะคะ เมื่อไปถึงทางขึ้นที่นั่นจะมีถุงให้ใส่รองเท้าเพื่อถือ ถ้าเป็นที่เจดีย์ชเวดากองก็จะเดินสบายเท้าหน่อย ถ้าอากาศไม่ร้อน ย้ำ! ถ้าอากาศไม่ร้อนนะคะ เพราะถ้าอากาศร้อนละก็…กระโดดๆ เขย่งๆ แบบสำรวมแล้วกันเนอะ มันทำอะไรไม่ได้แล้วจ้าาา นึกถึงบุญกุศลที่กำลังจะทำเนอะ ฮิฮิ

สำหรับบริการธูปเทียน และดอกไม้ที่ใช้สำหรับการบูชาอย่างดอกมหาหงส์ จะถูกร้อยไว้ตั้งจำหน่ายอยู่โซนด้านหน้าลิฟต์ค่ะ แนะนำว่าการไปเปิดประสบการณ์ครั้งแรกให้ไปกับทัวร์ จะค่อนข้างสะดวกสบายมากกว่าไปลุยด้วยตัวเองนะคะ เหมาะสำหรับการไปเป็นทริปครอบครัวด้วยน้า ทุกอย่างทัวร์จะเตรียมไว้ให้ทั้งหมด แม้กระทั่งการนำสวดมนต์ขอพร ตั้งสติแล้วฟังให้ทันก็พอจ้า ซึ่งการไปสักการะเจดีย์ชเวดากองนั้นไม่ใช่ว่าขึ้นไปแล้วจะไหว้ขอพรตรงไหนก็ได้น้า เราต้องยืนยังจุดสำหรับไหว้องค์เจดีย์ ที่บริเวณลานเจดีย์รูปดาวทางทิศเหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับเสาหงส์ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าขอพรตรงจุดนี้จะทำให้พรสัมฤทธิผล

อีกหนึ่งสิ่งที่ห้ามลืมคือ การไปไหว้ขอพรพระประจำวันเกิด ซึ่งจะประดิษฐานอยู่รอบๆ พระเจดีย์ชเวดากอง โดยเรียงตามวันเกิด แต่สำหรับคนเกิดวันพุธสังเกตให้ดีนะคะ เพราะจะมีพระประจำวันเกิด 2 องค์สำหรับพุธกลางวัน และพุธกลางคืนค่ะ ไม่ต้องกลัวสับสนหรือหาไม่เจอนะคะ เพราะแต่ละองค์นั้นจะมีป้ายเขียนไว้ว่า สำหรับคนเกิดวันไหนเป็นภาษาอังกฤษอยู่ด้านบน ใต้พระประจำวันเกิดนั้นก็จะมีสัตว์ประจำวันเกิดดังนี้

  • วันอาทิตย์ (ตะนิ้นกะหนู่เอเนะ) –รูปปั้นครุฑ
  • วันจันทร์ (ตะนิ้นลาเนะ) –รูปปั้นเสือ
  • วันอังคาร (เอ็งก่าเนะ) –รูปปั้นสิงห์
  • วันพุธกลางวัน (บูดาหู้) –รูปปั้นช้างมีงา
  • วันพุธกลางคืน (ราหูเนะ) –รูปปั้นช้างไม่มีงา
  • วันพฤหัสบดี (จ่าฏ่าบเดเนะ) – รูปปั้นหนูใหญ่หางสั้น
  • วันศุกร์ (เฏ้าจ่าเนะ) –รูปปั้นหนูหางยาว
  • วันเสาร์ (เสน่ห์เนะ) –รูปปั้นพญานาค

สำหรับวิธีการขอพรนั้น ให้ยกมือขอพรตามที่เราต้องการก่อน แล้วค่อยตักน้ำรดที่พระพุทธรูปประจำวันเกิด จากนั้นก็รดที่เทวดาที่ยืนอยู่ด้านหลังองค์พระพุทธรูป แล้วก็ต่อด้วยรดที่สัตว์ประจำวันเกิด โดยให้รดน้ำจำนวนขันตามอายุของเราเอง แล้วบวกเพิ่มไปอีก 1 ขันเพื่อการถือเคล็ดให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตค่ะ

 

วัดเชาะทะจี้ (Chaukhtatgyi Buddha Temple) เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นพระพุทธไสยาสน์ (The Giant Reclining Buddha) ที่ใหญ่และสง่างามที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1907 มีอายุราวกว่า 100 ปี พระพุทธรูปปางค์ท่านอนในวันที่พระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์ องค์ยักษ์นี้มีความยาว 65 เมตร สูง 16 เมตรห่มด้วยจีวรทองคำ ใบหน้าถูกแต่งด้วยสีสดเด่นชัด ดวงตาทำมาจากแก้ว ที่ฝ่าเท้าขององค์พระพุทธไสยาธสน์ทาด้วยสีแดง และมีตารางตีแบ่งไว้ทั้งหมด 108 ช่อง ในแต่ละช่องนั้นจะถูกสลักด้วยสีทองเป็นรูปของ 108 ลักษณา หรือ สัญลักษณ์ที่เป็นมงคลของพระพุทธเจ้า (108 Lakshana) เอาไว้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมชม ก็จะมีจุดให้ปีนขึ้นไปยืนถ่ายรูปอยู่ที่ปลายเท้าของพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ไปจนสุดถึงเศียรขององค์พระเลยค่ะ

และที่ขาดไม่ได้สำหรับทริปเดินทางสายบุญ ก็ต้องมาคู่กับการที่จะขอพรให้เห็นผลได้รวดเร็ว ขอกระซิบว่า…เลขเด็ด เนื้อคู่ เงินทอง การงาน ก็ต้องที่นี่เท่านั้นมาแบบทันใจกันแน่นอนจ้า

เมื่อไปถึงด้านหน้าทางเข้าเจดีย์โบตะตองแล้วทางฝั่งตรงข้าม แนะนำอย่างยิ่งค่ะ อะมาดอว์เมียะ  หรือ เทพกระซิบ (Mya Nan Nwe)  จากตำนานเล่ากันมาชาวพม่า อะมาดอว์เมียะ คือ ธิดาของพญานาค ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา รักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์ จนเมื่อสิ้นชีวิตเลยกลายเป็น “นัต” หมายถึง ผู้ที่เป็นที่พึ่ง สังเกตป้ายทางเข้าถ้าไปทัวร์ไกด์ก็จะอธิบายกับเราว่าป้ายนั้นเขียนว่า “ห้ามส่งเสียงดังรบกวน” เพราะบริเวณนี้เป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือนั่นเองค่ะ แต่ดันมีคนเข้าใจผิดว่าห้ามส่งเสียงรบกวนท่านเทพไปซะงั้น … จึงทำให้ผู้คนที่มากราบไหว้นั้น เวลาจะขอพรเลยต้องไปกระซิบข้างๆ หูท่านแทน ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาแก้บนกันนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวนะคะ

วิธีการขอพรเทพกระซิบนั้น จะสามารถขอได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น! ห้ามลังเลใจ! ตั้งมั่นคิดคำขอไว้และเมื่อถึงเวลาก็ก้มลงไปกระซิบข้างๆ หูท่านซ้ำคำขอเดิมสามรอบ โดยปกติแล้วของบูชาเทพกระซิบนั้น จะบูชาด้วยมะพร้าว กล้วยนาก โดยสามารถซื้อได้จากที่เขาจัดไว้เป็นชุดให้ รวมถึงน้ำนม และข้าวตอก ดอกมหาหงส์ ที่คนพม่านิยมใช้บูชาพระกันทั่วไป แต่ในช่วงเข้าพรรษา – ออกพรรษา เทพกระซิบจะถือศีลโดยการที่จะปลดวิกผมออก ลบเครื่องสำอาง ใส่ชุดแม่ชี และสามารถบูชาได้เพียงแค่น้ำผลไม้เท่านั้นค่ะ

เมื่อกระซิบกระซาบขอพรกันเสร็จแล้ว ก็เดินเท้าเปล่าข้ามฝั่งไปที่ เจดีย์โบตะตอง (Botataung Pagoda) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า วัดเทพทันใจ นั่นเองค่า สำหรับเจดีย์โบตะตองนั้นมีอายุกว่า อายุ 2,500 ปี สร้างขึ้นโดยชาวมอญเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้านในด้วย สำหรับเจดีย์แห่งนี้เราสามารถเข้าไปชมด้านในได้นะคะ ผ่านด้านในจะถูกแบ่งเป็นหลายห้องเดินทะลุต่อกันได้ ซึ่งฝาผนังด้านในนั้นถูกสร้างด้วยทองคำ สลักเป็นสัญลักษณ์มงคลของพระพุทธเจ้าเอาไว้ค่ะ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุนั้นจะถูกจัดแสดงอยู่ในศาลงาช้างที่ถูกตกแต่งอย่างล้ำค่าด้วยทองคำเพชร และอัญมณีภายในเจดีย์ค่ะ

เยี่ยมชมเจดีย์ สักการะพระบรมสารีริกธาตุเสร็จแล้ว ถึงเวลาปิดจบชุดใหญ่ขอพรกับ นัตโบโบยี (Natboboyee) หรือ เทพทันใจ ที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนักท่องเที่ยวเช่นคนไทยเป็นอย่างมาก สำหรับการเข้าไปขอพรเทพทันใจ นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่ายเงิน 6,000 จ๊าด หรือ ประมาณ 120 บาทเพื่อเข้าไปด้านใน ไปกับทัวร์ก็จะดีมากๆ เพราะไกด์จะแนะนำการขอพรอย่างละเอียดให้แต่ละคนเลยค่ะ เพราะการขอพรในแบบฉบับพม่านั้น มีขั้นตอนเยอะมากจริงๆ แต่หญิงปุ๊กจะไม่ย่อท้อ จะอธิบายตามสเต็ปกันเลยค่ะ อยากให้ทุกคนสมหวังไปด้วยกัน!

มาค่ะ เริ่มกันที่ซื้อชุดบูชา ก็จะมีระดับความอลังการต่างกันไปตามเม็ดเงินของเราค่ะ เตรียมแบงก์ออกมาสองใบ จะแบงก์ 20 100 500 หรือ 1,000 ก็ไม่ว่ากันจ้า แต่ส่วนมากคนไทยจะนิยมใช้แบงก์ 20 กับแบงก์ 100 นะคะ โดยเราจะม้วนแบงก์ 2 ใบนี้เป็นกรวยทรงยาวๆ หน่อย แล้วก็เอาใส่ซ้อนกัน จากนั้นเมื่อถึงคิวเรานะคะ ตั้งสมาธิ นึกพรที่จะขอเอาไว้ วางของไหว้ลงบนโต๊ะบูชา แล้วเสียบเงินที่เราม้วนซ้อนกันไว้เข้าไปในระหว่างนิ้วของเทพทันใจ พนมมือตั้งจิต เอาหน้าผากของเราไปจรดกับปลายนิ้วชี้ของท่านเทพแล้วอธิษฐานค่ะ ขอให้ครบนะคะ! แต่ก็อย่าเยอะเกินไปเนอะ พอประมาณ ไม่งั้นท่านคงต้องสุ่มเอาเดี๋ยวจะได้ไม่ครบ 5555 เมื่อขอพรเสร็จแล้ว ให้เราดึงเงินใบที่ซ้อนอยู่ออกมาค่ะ จากนั้นก็ออกมาแล้วให้พับเงินเป็น ฮู้ หรือ สามเหลี่ยม พกติดตัวไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลจ้า สาธุ เพี้ยง (-/\-)

 

เที่ยวพุกาม ขึ้นบอลลูน ชมเจดีย์ชเวซิกอน วัดอนันดา (Bagan temples, Balloon Tour, Shwezigon Pagoda, Ananda Temple)

พุกาม (Bagan) เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงศตวรรษที่ 9 ถึง 13 ต่อมาราชอาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ผืนแรกของชาวพม่า อาณาจักรพุกามคือแหล่งวัฒนธรรมชาติพันธุ์พม่า ที่รวมพุทธศาสนาเถรวาทที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของประเทศนี้ไว้ค่ะ เมืองพุกามได้รับอิทธิพลจากการปกครองที่เข้มแข็ง วัดกว่า 1,000 แห่งถูกสร้างขึ้นรอบที่ราบของเมืองหลวงริมแม่น้ำอิรวดี เพื่อการสร้างรากฐานของศาสนาที่มั่นคง หลังช่วงศตวรรษที่ 13 จากการรุกรานของชาวมองโก เมืองพุกามล่มสลายลงกลายเป็นเพียงชุมชนเล็ก ไม่ได้รับการฟื้นฟู เป็นเพียงปลายทางสำหรับผู้เดินทางแสวงบุญเท่านั้น

จากนั้นในช่วงเวลา 500 ปีให้หลัง วัดหลายแห่งได้มีการเริ่มถูกบูรณะเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน แต่จากการปรับปรุงที่ไม่ได้ถูกใส่ใจนักจากรัฐบาลในปี ค.ศ. 1990 ทำให้พุกามไม่สามารถติด 1 ในมรดกโลกของยูเนสโกได้ เนื่องจากมีการสร้างสนามกอล์ฟ รวมถึงหอนาฬิกาขึ้นในเขตเมือง แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดการเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยวของเมืองพุกามได้ ด้วยจุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วย 2,200 เจดีย์ และวัดทำให้พุกามกลายเป็นแหล่งโบราณคดีที่ล้ำค่าที่สุดในเอเชีย ที่มากับชื่อ “เมืองพันวัด”

สำหรับกิจกรรมที่นอกจากการเยี่ยมชมเจดีย์วัดเก่าแก่ต่างๆ นับพันแล้ว การขึ้นบอลลูนอีกหนึ่งกิจกรรม Must Do ของที่นี่เลยทีเดียว การขึ้น Hot Air Balloon ล่องฟ้าชมยอดเจดีย์ 45 นาทีในอาณาจักรโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่นี้ ควรค่าอย่างยิ่งค่ะ ล่องบอลลูนยามพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นจากขอบฟ้า และกำลังจะตกกระทบพื้นดินเหมาะสำหรับนักแบกกล้องที่สุด รับรองได้รูปสวยๆ ประดับหน้าฟีดโซเชียลมีเดียให้เพื่อนๆ อิจฉาเล่นแน่นอนจ้า

สำหรับการขึ้นบอลลูนนั้นควรเช็คฤดูกาล และเวลาไปให้ดีนะคะ ไม่งั้นแล้วอาจจะเสียเที่ยวเป็นเซ็งกันเลยทีเดียว ฤดูกาลบอลลูนจะอยู่ในช่วงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนเมษายน แนะนำให้จองล่วงหน้านะคะ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 350 – 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,000 – 13,000 บาทค่ะ

การเข้าชมเมืองพุกามจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 32,000 จ๊าด หรือประมาณ 260 บาทไทยค่ะ ราคานี้เราสามารถเดินชมวัดทั้งหมดได้ ถ้าเดินไหวเนอะ แต่ถามว่าไหวไหม…ขอคิดก่อนน้า วัดไหนเด็ดเจดีย์ไหนดัง ไปปักมุดที่นั่นกันดีกว่า 55555

 2 2

จัดไป 1 วัดเด็ด 1 เจดีย์ดังที่มีชื่อเสียงที่สุดในพุกามจากทั้งหมด 2,200 อันนี้ไหวจ้า ที่แรก เจดีย์ชเวซิกอน (Shwezigon Pagoda) เจดีย์เคลือบทองขนาดใหญ่ อนุสรณ์สถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในพุกาม เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก และเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญสำหรับชาวพุทธจากทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ Anawrahta สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1059 เจดีย์รูปทรงระฆังทองนี้มีความสูงและกว้างถึง 49 เมตร ปลายยอดมีเครื่องประดับที่มีรูปร่างคล้ายร่ม ซึ่งพบได้ในเกือบทุกวัดของพม่า มีรั้วล้อมรอบยาว 230 เมตร โดยฐานของเจดีย์นั้นจะมีสิงโตทองตั้งอยู่ทุกมุม มีทางขึ้นเป็นบันไดทั้ง 4 ด้าน มีระเบียงให้เดินรอบเจดีย์ทั้งหมด 4 ชั้น ตรงข้ามทางขึ้นจากบันไดเพื่อไปที่ระเบียงชั้น 3 จะมีศาลาที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งอยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ประดิษฐานอยู่ภายในค่ะ

อีกหนึ่งในวัดที่สวยและดีที่สุดในพุกาม วันอนันดา (Ananda Temple) วัดมีขนาดใหญ่แห่งแรกที่สร้างขึ้นในเมืองพุกาม ตั้งอยู่ใกล้กับประตู Tharabar ประตูเดียวที่เหลืออยู่ 1 ใน 12 กำแพงเมืองพุกามเก่า อนันดาปาห์โต หรือ อนันดาพญา (Ananda Pagoda) มีลักษณะเป็นโครงสร้างชั้นเดียวได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบเจีย์ตามแบบฉบับชาวมอญ และอินเดีย จุดที่โดดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้คือ ซิกขระปิดทอง มีลักษณะเหมือนหอคอยเหมือนยอดเจดีย์แหลม ซิกขระปิดทองนี้สามารถมองเห็นได้เด่นชัดจากที่ไกลๆ ในเขตพุกาม และในตอนกลางคืนนั้นเจดีย์อนันดาจะสว่างสาดส่องด้วยแสงจากไฟสปอตไลท์ ยิ่งทำให้ดูงดงามมากขึ้นค่ะ

 

เที่ยวทะเลสาบอินเล (Inle Lake)

ทะเลสาบอินเล มีความยาว 22 กิโลเมตร และกว้าง 10 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาสองลูกของรัฐฉาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ประเทศพม่ากำลังผลักดันหนักมากค่า เพื่อเพิ่มความน่าสนใจด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ และเป็นที่รู้จักในการตลาดการท่องเที่ยวแล้วขณะนี้ ด้วยที่ตั้งของทะเลสาบ ความเป็นอยู่ของชุมชนเหมาะสำหรับการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียนจากนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก เพื่อเปิดประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี

เอกลักษณ์ความเป็นอยู่ของชาวอินทาท้องถิ่นชนเผ่าที่อยู่อาศัยในทะเลสาบแห่งนี้มีมานานกว่า 100 ปี  เป็นหนึ่งวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ที่อยู่อาศัยที่ถูกสร้างขึ้นบนเสาไม้ ขยายกว้างจนเป็นเมืองในทะเลสาบ หมู่บ้านและสวนลอยน้ำเป็นจุดแลนด์มาร์กของที่นี่ ถือว่าเสน่ห์ที่หาดูได้ยาก เป็นรูปแบบการพักอาศัยที่งดงามตามแบบฉบับชาวท้องถิ่น ในเรื่องการดำรงชีวิต ชาวอินทายึดการทำประมงอาชีพ ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตหลักของชนเผ่ามาโดยตลอด  แถมการออกหาปลาของชาวอินทานั้นยังเป็นไฮไลท์ของท้องทะเลสาบแห่งนี้ ที่หลายๆ คนอยากมาเห็นกับตาอย่าง “การพายเรือด้วยเท้า” ชาวบ้านที่ออกเรือจะพกไม้พายที่มาขนาดยาวมากไปอันเดียว สำหรับการบังคับเรือพายของพวกเขา โดยที่คนพายจะยืนที่หัวเรือ และการพายนั้นจะปักไม้พายไปในน้ำ แล้วใช้เท้าถีบเพื่อให้เรือไปตามกระแสน้ำ เราจะสามารถเห็นบรรยากาศแบบนี้ได้ทั่วท้องทะเลสาบแห่งนี้จ้า ทดลองมาใช้ชีวิตแบบชิลๆ กับชาวเล (สาบ) สักวันก็ไม่เสียหายน้า ถึงที่นี่จะอยู่ในทะเลสาบแต่ว่ารอบๆ นั้นก็ไม่ได้กันดาร หรือ ตัดขาดจากความสะดวกสบายนะคะ เพราะรอบๆ จะมีแหล่งชุมชนที่ครบครันไปด้วยร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ มีแม้กระทั่งตู้เอทีเอ็มด้วยนะจ๊ะ

 

เที่ยวพระราชวังมัณฑะเลย์ สักการะพระพุทธมหามุนี (Mandalay Royal Palace and The Mahamuni Buddha)

พระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นพระราชวังแห่งสุดท้ายที่สร้างโดยราชวงศ์พม่า สร้างขึ้นตามพระประสงค์ของ กษัตริย์มินตันมิน (King Mindon Min) ผู้ก่อตั้งเมืองมัณฑะเลย์ ในปี ค.ศ. 1857 พระราชวังแห่งนี้เดิมสร้างขึ้นจากไม้สักทั้งหมด ถูกล้อมรอบด้วยขอบรั้วยาวกว่า 2 กิโลเมตรรอบด้าน มีป้อมปราการทั้งหมด 48 ป้อม ประตูกำแพง 12 บานประจำแต่ละราศี รอบกำแพงมีคูน้ำขนาดกว้าง 60 เมตร ในช่วงปี ค.ศ. 1885 พระราชวังถูกยึดครองจากชาวอังกฤษป้อมปราการจึงถูกดัดแปลงให้เข้ากับกองทัพของอังกฤษ แต่ปัจจุบันนี้ป้อมปราการที่ถูกบูรณะแล้วถูกใช้โดยกองทัพทหารพม่า รวมถึงสวนโดยรอบก็เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้

ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังถูกเผา และโจมตีโดยระเบิดทำให้เกิดความเสียหายหนัก อาคารดั้งเดิมที่ยังเหลืออยู่มีเพียงโรงกษาปณ์หลวงและหอนาฬิกา ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.ศ 1990 ได้มีการบูรณะตามการออกแบบเดิมแต่ใช้คอนกรีตแทนไม้สัก

อาคารบรมพระราชวังนั้นมีมากกว่า 10 อาคาร ภายในจะมีจอแสดงภาพฉายในตู้โชว์กระจกให้เห็นบัลลังก์ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ในยุคสมัยก่อนสงครามโลกหลายชิ้นที่ถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ รวมทั้งห้องต่างๆ ตามอาคารพระราชวังได้มีการจำลองรูปปั้นของพระมหากษัตริย์ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิต และทรงปฏิบัติงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ หอนาฬิกาทรงกระบอกสีน้ำตาลด้วยความสูง 24 เมตร ที่ตั้งเด่นอยู่กลางพระราชวังนั้นยังคงเป็นโครงสร้างเก่าที่ยังเหลืออยู่ได้ถูกใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระเขี้ยวแก้วตั้งอยู่ที่ประตูทางเข้าหลักของหอนาฬิกา

สำหรับอาคารอื่นๆ ที่โดดเด่นได้แก่ ห้องราชบัลลังก์ จะมีทั้งหมด 8 ชั้น 8 บังลังก์ ตกแต่งอย่างหรูหราภายนอกเคลือบด้วยสีทอง ซึ่ง บัลลังก์สิงโต (Lion Throne) เป็นบัลลังก์ที่สำคัญที่สุด ด้านบนของห้องบังลังก์สิงโตจะตกแต่งด้วยหลังคาแบบ Pyatthat หรือหลังคาเจ็ดชั้นซ้อนกันแล้วชุบด้วยทอง สามารถมองเห็นได้แต่ไกลๆ เพราะ Pyatthat นี้เป็นจุดศุนย์กลางของพระราชวัง ต่อมาคือ วังแก้ว (Glass Palace) เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของพระราชวังแห่งนี้ เพราะวังแก้วคือสถานที่ประทับพระองค์ของพระมหากษัตริย์มินตัน ซึ่งภายในจะถูกแบ่งออกเป็นออกหลายๆ ห้อง เช่น ห้องนั่งเล่นส่วนพระองค์ ห้องพักรวม ห้องของราชินีในพระองค์ และห้องบัลลังก์ผึ้ง (Bee Thorne) หนึ่งในบัลลังก์ที่พำนักในเขตส่วนพระองค์ และสุดท้าย อารามโกลเด้นพาเลซ (Golden Palace Monastery) อาคารไม้สักสุดหรูหราที่เคยเป็นส่วนอาคารเก่าที่หลงเลยอยู่ แต่ต่อมาถูกย้ายออกไปอยู่เขตพระราชวัง และเปลี่ยนเป็นวัดเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาค่ะ

พระราชวังมัณฑะเลย์จะเปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา 7.30 – 17.00 น. และมีค่าเข้าชมอยู่ที่ 5 ดอลลาร์ หรือประมาณ 150 บาทจ้า

เมื่อชื่นชมพระราชวังกันเต็มอิ่มแล้ว เราไปไหว้พระคู่บ้านคู่เมืองอย่าง พระพุทธรูปมหามุนี (Mahamuni Buddha) ที่ชาวพม่านับถือ ให้ความสำคัญ และตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการมาแสวงหาบุญทางศาสนามากที่สุดที่ เจดีย์มหามุนี (Mahamuni Pagoda) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1785 โดยสมเด็จพระโบดอพญา (Bodawpaya) แห่งราชวงศ์โก้นบอง (Konbaung) หรือราชวงศ์ลองพญา ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่าก่อนที่จะเสียเมืองให้กับอังกฤษไป ภายในบริเวณวัดจะมีพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าประวัติของพระพุทธรูปมหามุนีไว้ให้เราได้ศึกษาด้วยค่ะ โดยรอบๆ ก็จะมีร้านขายดอกไม้ธูปเทียนให้เราซื้อเข้าไปเพื่อสักการะองค์พระพุทธรูป การจะไปสักการะพระมหามุนีนั้นถ้าไปเองแนะนำว่า ให้นั่งแท็กซี่ไปจะง่ายกว่า แต่ถ้ามากับทัวร์จะสะดวกสบายมากกว่าค่ะ

ที่นี่จะเปิดให้มาเยี่ยมชมตั้งแต่เวลา 6.00 – 20.00 น. ทุกวัน แต่สำหรับใครที่สนใจอยากมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์อาจจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมนะคะ เพราะช่วงเดือนนั้นพุทธศาสนิกชนนับหลายพันคนจะมารวมตัวกันเพื่อทำบุญ รวมถึงในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาต่างๆ ด้วยค่ะ การเข้าไปเยี่ยมชมเจดีย์พระมหามุนีนั้นจะมีค่าธรรมเนียมเพื่อใช้ในการบำรุงรักษาคนละ 4 ดอลลาร์ หรือประมาณ 125 บาทค่ะ

 

เที่ยวพระธาตุไจที่โย่ หรือ พระธาตุอินทร์แขวน (Kyaiktiyo, Golden Rock)

พระธาตุไจที่โย่ หรือ พระธาตุอินทร์แขวน อีกหนึ่งสถานที่แสวงบุญสุดฮิตของเหล่าพุทธศาสนิกชนตั้งจุดหมายในการเดินทางสายบุญ เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแตกต่างจากเจดีย์ทั่วไป เพราะเจดีย์นี้คือ หินก้อนยักษ์ หรือ โกลเด้นร็อค (Golden Rock) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาไจที่โย่ สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,100 เมตร มีขนาดสูงและกว้าง 7.3 เมตรโดยประมาณ สิ่งที่ทำให้หินก้อนนี้เป็นจุดเช็คอินที่ควรมาเห็นสักครั้งในชีวิตก็คงเป็น การตั้งของหินก้อนยักษ์นี้มีความหมิ่นเหม่อยู่บนยอดเขาจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า พระธาตุอินทร์แขวน

มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงเดินทางมายังเขาแห่งนี้ และได้ประทานพระเกศาเหล่าแก่ฤๅษีที่ติดตามพระองค์มาด้วย แต่มีฤๅษีองค์หนึ่งนำพระเกศาไปซ่อนไว้ในมวยผมของตนเอง เมื่อถึงเวลาที่ฤๅษีองค์นี้ต้องละสังขารจึงอธิษฐานขอพรว่าจะนำพระเกศาขององค์พระพุทธเจ้าที่ตนเคยเก็บไว้นั้นไปบรรจุในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน เพื่อความปลอดภัย พระอินทร์จึงมาช่วยค้นหาก้อนหิน ก้อนหินรูปลักษณะดังกล่าวถูกค้นพบใต้ท้องมหาสมุทร พระอินทร์จึงนำมาตั้งไว้บนเนินภูเขาหินที่องค์พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา นั่นจึงเป็นที่มาของ “พระธาตุอินทร์แขวน” และความเชื่อของชาวโบราณพระธาตุอินทร์แขวนในประเทศพม่า ถูกยกให้เป็นพระธาตุประจำตัวคนเกิดปีจอ ซึ่งหากคนที่เกิดปีนี้ได้สักการะองค์พระธาตุ มีความเชื่อว่าจะได้รับผลบุญที่สูงส่ง

สำหรับใครที่สนใจขึ้นไปสักการะพระธาตุไจที่โย่ จะต้องไปขึ้นรถจากสถานนีรถบัสด้านล่างของเขาเพื่อขึ้นไปด้านบนยอดเขา ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ อาจจะต้องฝ่าฟันกับเส้นทาง 16 กิโลเมตร ที่ค่อนข้างทุลักทุเลอย่างมากในการไต่เขาขึ้นไปหน่อยนะคะ แต่บอกเลยว่าคุ้มกับการลำบากที่จะขึ้นไปแน่นอนค่ะ ค่ารถรับส่งราคาเพียงรอบละ 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 30 บาทค่ะ แต่ต้องนั่งอัดๆ ไปกับคนอื่นนะคะ ซึ่งด้านบนยอดเขานั้นไม่ได้มีเพียงแต่พระธาตุให้ขึ้นไปเยี่ยมชมเท่านั้น เพราะข้างบนยังมีเกสท์เฮ้าส์สำหรับให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืนเพื่อชื่นชมพระอาทิตย์ตก และขึ้นในยามเช้า เพราะช่วงเวลาที่แสงตกกระทบกับสีทองบนหินนั้นเป็นเวลาที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางขึ้นมาบนนี้มากที่สุดเลยค่ะ เรียกว่า ห่มแสงอาบบุญกันให้อิ่มบุญท่วมท้นเลยจ้า

เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นจึงมีข้อห้ามบางอย่างสำหรับผู้หญิงนะคะ การปิดทองสามารถทำได้แค่ผู้ชายเท่านั้นค่ะ ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินข้ามสะพานไปเพื่อสัมผัส หรือปิดทองที่พระธาตุไจที่โย่เด็ดขาด…ทำได้แค่เพียงยืน หรือนั่งสวดมนต์ภาวนาอยู่อีกฝั่งของสะพานค่ะ

 

 

เที่ยวหมู่เกาะมากุย (Mergui Archipelago)

หมู่เกาะมะริด หรือ หมู่เกาะมากุย อัญมณีแห่งเมืองพม่า (the Jewel of Burma) ความงดงาม ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หมู่เกาะสวรรค์เขตร้อนของนักดำน้ำที่เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก ตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ในทะเลอันดามันทั้ง 804 เกาะทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศพม่า หนึ่งในสถานที่พักผ่อนที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลายมุมโลกด้วยความอุดมสมบรูณ์ของธรรมชาติ ผืนท้องน้ำทะเลสีฟ้าคราม หาดทรายสีขาวนวล สถานที่ดำน้ำสุดน่าค้นหา ส่องสัตว์ป่าสำรวจป่าชายเลน บอกเลยว่าสำหรับคนที่รักกิจกรรมในทะเลนั้นต้องเป็นตกหลุมรักขึ้นไม่ไหว (*>.<*) ~

หนึ่งในเกาะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในหมู่เกาะพม่าคงต้องยกให้ เกาะหัวใจมรกต (Cocks Comb) หรือ Emerald Heart Island เกาะหินปูนขนาดใหญ่ ไม่มีหาดทราย ถ้ามองจากมุมสูงลงมาจะเห็นน้ำทะเลด้านในที่มีสีฟ้าใสราวกับทะเลสาบเรียกกว่า ทะเลสาบซ่อนลับ (Hidden Lagoon) ที่ซ่อนเร้นอยู่กลางหุบเขาซึ่งมีลักษณะเป็นช่องเขากลางทะเลมีรูปร่างงุ้มบรรจบเข้าหากันคล้ายกับรูปหัวใจ จึงถูกเรียกว่าเกาะหัวใจมรกตนั่นเองค่า สามารถซื้อทัวร์จัดทริปแบบ 1 Day Trip ได้โดยข้ามจากจังหวัดระนองไปได้ง่ายๆ เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเองค่ะ

กิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการดำน้ำ ไฮไลท์ของการดำน้ำที่นี่คือ การดำน้ำตื้นลอดใต้ช่องเขาคล้ายๆ กับถ้ำเล็กเพื่อเข้าไปดำน้ำในใจกลางเกาะ สำรวจพื้นทะเลขาวสวยที่เต็มไปด้วยฝูงปลา ปลาการ์ตูน เม่นทะเล ปลาไหลมอเรย์ เต่า หอยยักษ์ ดอกไม้ทะเล ปะการัง และจับตาดูให้ดีกับฉลามครีบดำปลายแหลม ฮั่นแหนะ…ไม่ต้องกลัวน้องหลามงับนะคะ น้องเค้าไม่กัดค่า นอกจากนี้ยังมีแมงกะพรุนยักษ์อีกด้วยนะคะ! โอ้แม่เจ้า! โลกใต้ท้องทะเลอันดามันน่าตื่นเต้นจริงๆ เล้ยยยย

นอกจากเกาะมรกตแล้วยังมีเกาะอื่นๆ ให้ไปสำรวจกันอีกค่ะ แต่สำหรับทริปนี้คงต้องค้างคืนกันหน่อย…พักทั้งที่ก็แนะนำจัดเต็มไปเลยค่า 3 วัน 2 คืน งบไม่เกิน 12,000 บาท ได้ดื่มด่ำทั้งบรรยากาศนั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน ตื่นขึ้นมารับแสงอาทิตย์ยามเช้า นอนอาบแดดบ่มผิว แล้วไปตะลุยดำน้ำกันให้ครบกันทุกเกาะสุดฮิตเลยค่า คุ้มยิ่งกว่าคุ๊มมมมมมม!

เริ่มกันที่ เกาะฮอร์สชู (Horse Shoe Island) เป็นเกาะที่มีช่องเขาลักษณะคล้ายรูปเกือกม้า นอกจากน้ำทะเลสีฟ้าใสเหมาะสำหรับการดำน้ำตื้นแล้ว ที่นี่ยังมีหาดทรายขาวสวยให้เดินเล่น หรือนอนอาบแดดชิลๆ ได้อีกด้วย วิวสวยทรายขาวขนาดนี้ห้ามพลาดที่จะเก็บรูปภาพไปโพสต์อวดฟอลโล่เวอร์เรียกไลค์ได้แน่น๊อนน >,<

เกาะตาฟุ๊ก (Dunkin Island) หรือ (Ta Fook Island) เป็นเกาะที่สวยงามไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างครบเครื่อง ทั้งหาดทรายขาว เพราะกับการพายเรือคายัค ทะเลสีฟ้าน้ำใสกริ๊งที่สามารถลงไปสน็อกเกิ้ลดำน้ำตื้นเล่นกับฝูงปลาหลากสีสันและสายพันธุ์น้อยใหญ่ได้แบบสนิทสนมเลยจ้า แถมด้วยแบล็กกราวน์เนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าสีเขียวให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี อย่าลืมรีบไปแย่งที่นั่งบนชิงช้าเชือกแกว่งมุมสุดชิคสำหรับการถ่ายรูปที่สุด!

เกาะย่านเชือก หรือ เกาะเซ็ดเดอจี (Zadetkyi  Island) อีกชื่อหนึ่งคือ เกาะของเซนต์แมททริว (Saint’ s Matthew) เกาะที่สวยที่สุดในพม่า ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของหมู่เกาะมากุย ใกล้กับฐานทัพเรือของพม่าใกล้กับท่าเรืออ่าวเฮสติงส์ (Hasting Harbour) ซึ่งเป็นที่เป็นที่นิยมมากๆ สำหรบการมาดำน้ำ เพราะที่นี่มีแนวปะการังที่สวยและสมบรูณ์ที่สุดในประเทศพม่านั่นเองค่ะ มีทั้งปะการังที่เราอาจจะรู้จัก และปะการังหาดูยากเช่น ปะการังโขด หรือ ปะการังนิ้วมือ (Mountain coral or Finger coral) แถมยังหมู่บ้านน้อยๆ ของชาวปลาการ์ตูน เจ้านีโม่ทั้งฝูงรอเจออยู่นะคร้าบบบ >.<


เครดิตรูป : https://www.thahara.com/blog/a-day-trip-in-the-mergui-archipelago

เกาะเหล่านี้กำลังได้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้ เป็นเกาะแรกที่คุณจะต้องนึกถึง และต้องไปให้ได้ สำหรับการไปท่องเที่ยวหมู่เกาะของพม่า แถมสะดวกสบายด้วยรีสอร์ตที่มีให้บริการอยู่ตามเกาะสำหรับคนที่สนใจพักค้างคืนด้วยนะจ๊ะ นอกจากนี้ยังมีเกาะเล็กๆ ที่กำลังเริ่มเป็นที่สนใจอย่างเช่น เกาะมังกร (Lord Lough-Borough) ซึ่งเป็นเกาะพม่าที่สวยงามมาก ตัวเกาะจะมีลักษณะคล้ายกับมังกรนอนหลับอยู่ เอ๊ะ เนินเขานี้ไม่สามารถขยับแน่ใช่ไหม 55555

เกาะนาวโอพี (Nyaung Oo Phee Island) ชื่อนี้อาจจะคุ้นหูหลายๆ คนไม่น้อย เป็นเกาะที่มีดอกไม้ทะเลสวยงามอลังการแบบเยอะมากม๊ากกก มีรีสอร์ตเปิดให้บริการสำหรับค้างคืนได้ด้วยค่ะ

เกาะบรูเออร์ (Bruer Island) เป็นเกาะที่มีหาดทรายสวยงามอย่าง หาดทวินเบย์ (Twinbay) ที่อาจจะคุ้นชื่อเสียงกันอยู่บ้างนะคะ หาดนี้จะถูกขนาบไปด้วยทะเลพม่าทั้งสองฝั่ง

และสุดท้ายของทริปนี้ เกาะมุก (Pearl Island or Pyin Sa Island) เกาะเปิดใหม่น้ำใสม๊ากกกกก ที่มาคู่กับหาดทรายสวยม๊ากกก สุดจะบรรยายกับความสวยใสเหมือนเด็กน้อยวัยละอ่อน สมกับเป็นเกาะที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานนี้ค่ะ น้องใหม่เฟรซซี่สุดๆ จ้า

 

เที่ยวเมืองหลวงโบราณของอาณาจักรมรัคยูที่ยิ่งใหญ่ (The Ancient City of Mrauk U)

เมืองโบราณมรัคยู ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมากนัก แต่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ชอบเรื่องการตามรอยประวัติศาสตร์ เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศพม่า มีเจดีย์โบราณกว่าร้อยอันตั้งอยู่ในพื้นที่กว้างกว่า 7 กิโลเมตร พื้นที่นี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมรัคยูโบราณที่ความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1430 – 1785 ภายหลังได้ถูกยึดครองจากกษัตริย์โบดอพญา และเมื่ออาณาจักรพม่าล่มสลาย ถูกอังกฤษยึดครอง พื้นที่ส่วนนี้ถูกใช้เป็นหลุมหลบภัยให้แก่ประชาชน ซากปรักหักพังของปรวัติศาสตร์จึงถูกอนุรักษ์ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเยี่ยมชมและศึกษา รวมถึงยังมีโครงสร้างบางส่วนของพระราชวังในยุคโบราณมรัคยูให้ได้ไปสำรวจกันด้วยค่ะ นอกจากนี้แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์โบราณคดีซึ่งเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 16.30 น. มีค่าเข้าชมคนละ 5 ดอลลาร์ หรือประมาณ 150 บาทไทยค่ะ

 

 

เที่ยวเมืองหงสาวดี ชมเจดีย์ชเวมอร์ดอร์ หรือพระธาตุมุเตา พระราชวังบุเรงนอง (Shwemawdaw Pagoda, Kanbawzathadi Palace, Bago)

เมืองหงสาวดี หรือ เมืองพะโค เคยเป็นเมืองหลวงของเมืองที่ตั้งอยู่บนเขตริมแม่น้ำอิรวดี และแหล่งรวมโบราณคดีที่ล้ำค่าที่สุดในพม่า ห่างจากย่างกุ้งประมาณ 2 ชั่วโมง มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่มากนัก แต่ล้วนแล้วเป็นสถานที่ที่ควรเยี่ยมชมเช่น เจดีย์ชเวมอร์ดอร์ หรือพระธาตุมุเตา (Shwemawdaw Pagoda) ตั้งอยู่ในวัดเทพเจ้าทอง มีความสูงถึง 115 เมตร เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า หลายๆ คนคิดว่าเจดีย์ชเวดากองสูงที่สุดในพม่านั้นไม่จริงนะคะ ของจริงอยู่ที่หงสาวดีนี่เองค่ะ! การเยี่ยมชมจะมีค่าเข้าอยู่ที่ 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 300 บาทค่ะ

  

และที่สุดท้ายที่พลาดไม่ได้ สำหรับแฟนๆ สายประวัติศาสตร์ชาติไทย บุคคลที่เราคุ้นชื่อคุ้นหูมากที่สุดในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนเด็กต้องยกให้คนนี้เลยค่ะ “พระเจ้าบุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศ” งานนี้เราจะได้ไปชมสถานที่พำนักของพระองค์ที่ พระราชวังบุเรงนอง หรือ พระราชวังกัมโพชธานี (Kanbawzathadi Palace) แม้ว่าพระราชวังแห่งนี้จะเคยถูกเผาไปในครั้งสงคราม แต่รัฐบาลได้สร้างพระราชวังจำลองขึ้นมาเพื่อให้พระราชวังแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายท่องประวัติศาสตร์ให้ได้มาสัมผัสพระราชวังที่ใกล้เคียงของจริงมากที่สุดค่ะ

thong

thong

LEAVE A COMMENT