Chinese (Simplified)Chinese (Traditional)EnglishFrenchJapaneseRussianThai


ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในฝัน

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในอินโดนีเซีย Indonesia

เที่ยวอินโดนีเซีย ประเทศที่มีหมู่เกาะมากกว่า 17,000 เกาะ มีภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกว่า 300 ภาษา อัดแน่นด้วยวัฒนธรรม และศิลปะที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มีธรรมชาติที่งดงาม ด้วยพื้นที่ป่ากว่า 51 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ จึงจัดเป็นประเทศที่มีสีเขียวของธรรมชาติมากที่สุดในโลก! นับว่าเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล ถ้าได้มาเที่ยวรับรองว่าจะทำให้วันธรรมดาของทุกคน กลายเป็นวันพิเศษขึ้นมาทันทีเลยล่ะค่า

 

เที่ยวอูบุด บาหลี (Ubud, Bali)

เริ่มด้วยเมืองที่เป็นหัวใจทางวัฒนธรรมของจังหวัดบาหลีกันเลยดีกว่า แน่นอนว่าต้องยกให้เมืองอูบุด (Ubud) ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางนาข้าวและหุบเขาสูงชันใจกลางเชิงเขาของพื้นที่ปกครองเกียนยาร์ (Gianyar Regency) ความโดดเด่นของที่นี่คือ เป็นศูนย์รวมของที่พัก ที่มีตั้งแต่แบบโฮมสเตย์ไปจนถึงโรงแรมสุดหรูติดอันดับโลกอย่าง Hanging Gardens Ubud, The Kayon Resort, Viceroy Bali, The Chedi Club Tanah gajah a GHM Hotel หรือแม้แต่ Alila Ubud สวยจนแทบลืมหายใจกันเลยทีเดียวค่า พอมาถึงเมืองอูบุดก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศเมืองชนบทแบบดั้งเดิมที่เป็นที่ตั้งของราชวงศ์บาหลี สามารถเยี่ยมชมพระราชวังอันงดงามใจกลางเมือง บอกเลยว่าฟินมว้ากกก

เครดิตภาพจาก : https://no.hotels.com, https://www.agoda.com, http://www.ghmhotels.com, https://www.alilahotels.com

ส่วนใครที่ชอบงานศิลปะ บอกเลยว่ามาถูกที่แล้วค่า เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางงานศิลปหัตถกรรมที่จัดว่าเฟื่องฟูสุดๆ โดยรอบๆ เมืองอูบุดเองมี หมู่บ้านจัมปูฮัน (Campuhan) เปอร์เนสตานัน (Penestanan) เปอร์เลียตัน (Peliatan) และเบอร์ตวน (Batuan) เป็นแหล่งชุมชนที่มีความเชี่ยวชาญในงานหัตถกรรมและงานไม้แกะสลัก ซึ่งมีวางขายอยู่ทั่วเกาะเลยค่ะ ในตัวเมืองอูบุดเองก็มีทั้งร้านขายของเก่า งานฝีมือต่างๆ สิ่งทอ ภาพวาด เครื่องประดับเพชรพลอยหลากหลายรูปแบบให้ได้ชมกันจนตาลาย หรือจะซื้อกลับไปเป็นของฝากก็เลิศนะจ๊ะ นอกจากนี้ยังมีสตูดิโองานศิลปะ หอศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดว่าดีที่สุดในอินโดนีเซียก็อยู่ที่นี่อีกด้วย

กิจกรรมดีๆ ที่เมืองอูบุดนั้นมีเยอะมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น เดินสันเขาจัมปูฮัน (Campuhan Ridge Walk) เดินชิลๆ ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาข้าวสองข้างทาง ชมแสงพระอาทิตย์สีส้มระเรื่อๆ ก่อนจะลับขอบฟ้า อู้หูววว โรแมนติกได้อีกก

หรือสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบที่สระดอกบัว วัดซารัสวาตี (Saraswati Temple) เดินเมื่อยๆ ก็ไปผ่อนคลายกันต่อที่ ตัคสุ สปา (Taksu Spa) สุดยอดการนวดบำบัดสไตล์บาหลีที่จะประทับใจไม่รู้ลืมเลยล่ะค่า >,<

อย่าลืมแวะชมการแสดงเต้นเคชัค (Kecak Dance Performance) เป็นการเต้นแบบพื้นเมืองดั้งเดิมที่หาดูได้ยากมาก มีจัดแสดงที่ใจกลางเมืองอูบุด (Central Ubud) หรืออูลุวาตู (Uluwatu) และที่วัดในหมู่บ้านยุนยุนงัน (Junjungan Village) ในยาลัน เตรตา ตาวาร์ (Jalan Tirta Tawar)
การแสดงมีทุกวันจันทร์ เวลา 19:00 น. ค่าตั๋วเข้าชมราคา ประมาณ 5 USD เท่านั้นเองจ้า ใครสนใจเช่ามอเตอร์ไซค์ท่องเมืองอูบุด ขอบอกราคาเช่าถูกมาก ประมาณ 3.70 USD แค่นี้ก็ชมบรรยากาศนอกเมืองที่เงียบสงบได้ครบภายใน 1 วันแล้ว สุดยอดมั้ยล่าา

เครดิตภาพจาก : http://www.bali-indonesia.com

ส่วนขาปั่นขอแนะนำทัวร์ขี่จักรยานเชิงนิเวศน์ลงเขานะคะ เริ่มต้นทัวร์ด้วยการทานอาหารเช้าชมภูเขาไฟเมิท บาตัวร์ (Volcano Mt Batur) ผ่านย่านชุมชนชนบทกับวิวทุ่งนาและต้นไทรอายุกว่า 500 ปี ได้ชื่นชมบาหลีในแบบธรรมชาติ พร้อมกับเรียนรู้วัฒนธรรมการเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ไปด้วยค่ะ

เอาใจสายผจญภัยไปแล้ว มาเอาใจสายเฮลท์ตี้กันบ้าง กับกิจกรรมเรียนโยคะ อยากเรียนแบบวินยาสะโยคะ (Vinyasa Yoga) หลักสูตรเร่งรัด หรือแบบยินโยคะ (Yin Yoga) สามารถเลือกหลักสูตรที่เหมาะกับเรามากที่สุดได้เลยค่า

อีกหนึ่งกิจกรรมสนุกๆ กับการเที่ยวป่าวานร (Ubud Monkey Forest) อย่างกับหลุดเข้าไปในหนังเรื่องรุ่งอรุณแห่งอาณาจักรพิภพวานร (Dawn of the Planet of the Apes) เลยทีเดียว ป่าวานรนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปาดังเตอกัล (Padangtegal) ชาวบ้านเชื่อว่าลิงป่าเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ เศรษฐกิจ การศึกษา จึงได้อนุรักษ์พวกมันเอาไว้ภายในหมู่บ้านนั่นเองค่ะ ซึ่งนอกจากลิงกว่า 700 ตัวที่อาศัยอยู่ที่นี่แล้ว ยังมีต้นไม้อีกเกือบ 200 ชนิดที่ให้ความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์ มาถึงทั้งทีก็ต้องแวะถ่ายรูปกับ สะพานมังกร (Dragon Bridge) อันโด่งดังที่อยู่กลางกันสักหน่อย ก่อนจะเดินข้ามสะพานไปเจอกับวัดสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ (Holy Bathing Temple) หันซ้ายหันขวา มีคนยืนพนมมือไหว้กันเต็มไปหมด เราก็ขอบ้าง สาธุ~

และพลาดไม่ได้กับการดูงานแกะสลักหินโบราณในแบบบาหลีที่วัดโกอา กาจาฮ์(Goa Gajah Temple) หรือวัดถ้ำช้างนั่นเอง จากลานจอดรถเดินเข้ามาก็จะเจอกับบันไดสำหรับเดินเข้าไปในวัด ซึ่งแค่มองบรรยากาศโดยรอบจากขั้นบันไดก่อนเข้าไปในวัดก็สามารถเห็นเป็นวิวสวยๆ ของวัดที่ถูกล้อมรอบไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ บางต้นอายุเป็นร้อยๆ ปี อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาแชะสักภาพสองภาพ อากาศที่นี่ร่มรื่นเย็นสบาย พอเดินลงบันไดมาจะได้ยินเสียงของน้ำค่อยๆ ไหลจากรูปปั้นหิน ว่ากันว่าใครอยากมีลูกก็ให้ลองมาดื่มหรืออาบน้ำจากที่นี่ดูนะคะ

 

เที่ยวจาการ์ตา (Jakarta)

จาการ์ตา (Jakarta) เป็นเมืองหลวงของอินโดนีเซียตั้งอยู่บนเกาะชวา (Island of Java)  จัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราจึงเห็นได้ทั้งสถาปัตยกรรมแบบจีน เนเธอร์แลนด์ และอาหรับ ผสมผสานกับอิทธิพลที่ได้รับมาจากมาลายู และชาวชวา กลายเป็นตึกระฟ้าแบบสมัยใหม่ ที่ได้ผสมทั้งอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวสุดๆ

เมืองจาการ์ตานับเป็นสวรรค์บนดินของคนที่รักการช้อปปิ้ง จุดที่ต้องไปเช็คอินให้ได้คือ ตามัน อังเกร๊ค มอลล์ (Taman Anggrek Mall) หนึ่งในศูนย์การค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ราวๆ 360 ตารางกิโลเมตร ภายในมีทั้งหมด 7 ชั้น มีร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า อื้อหืออ กระเป๋าตังค์นี่สั่นรัวๆ แล้วจ้า

เครดิตภาพจาก : http://www.indonesia-holidays.com

ส่วนใครที่ชอบสีสันยามค่ำคืน ที่จาการ์ตาก็มีตั้งแต่บาร์บนดาดฟ้าสุดเก๋ไปจนถึงไนท์คลับอันทันสมัย ได้ชมการแสดงแบบดั้งเดิม หรืองานเทศกาลภาพยนตร์ชวาแจ๊สเฟสติวัล (Java Jazz Festival) และงานศิลปะระดับโลก รวมถึงกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ ที่จัดขึ้นตลอดปีอีกด้วยนะจ๊ะ

ที่นี่ยังเป็นแหล่งอาหารรสเลิศ อย่างเช่น อาหารท้องถิ่นประเภทเบอตาวี (Betawi) ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก จีน อารบิก อินเดียน และ ยูโรเปียน โดยเฉพาะโปรตุกีสที่มีรสเผ็ดและกลิ่นหอมเย้ายวนชวนกินมากๆ สำหรับเมนูยอดนิยมฮิตติดดาวก็ต้องยกให้โซโต เบอตาวี (Soto Betawi) สตูเนื้อวัวรสเผ็ดจัดจ้าน หรือจะเป็นกาโด กาโด (Gado-Gado) สลัดผักสดในซอสถั่วลิสง ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ร้านข้างทางราคาสบายกระเป๋าไปจนถึงห้องอาหารสุดหรูเมนูแบบฟิวชั่น งานนี้เตรียมตัวน้ำหนักขึ้นกันได้เลยจ้า

มาทั้งทีอย่าลืมไปเช็คอินที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินโดนีเซียด้วยนะคะ เป็นแหล่งรวมโบราณคดี และประวัติศาสตร์สำคัญเอาไว้ที่เรียกว่า เกอดุง กาจาฮ์ (Gedung Gajah) ตั้งอยู่ภายในเมืองเก่าจาการ์ตา จัตุรัสเมอร์เดก้า (Merdeka Square) บริเวณลานด้านหน้าอาคารมีรูปปั้นช้าง จึงชอบเรียกกันว่าตึกช้างนั่นเอง

เครดิตภาพจาก : https://en.wikipedia.org

 

เที่ยวบุโรพุทโธ (Borobudur)

ศาสนสถานบุโรพุทโธ (Borobudur) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9 รัชสมัยของราชวงศ์ไชเร็นดร้า (Syailendra Dynasty) ตั้งอยู่ในพื้นที่ปกครองมาเกอลัง (Magelang Regency) ภาคกลางของเกาะชวา ห่างจากยอกยาการ์ตา 40 กิโลเมตร และยังถูกยกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วยนะคะ ตัววัดตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา มองเห็นทุ่งสีเขียวขจีและเนินเขารอบๆ ได้ไกลสุดลูกหูลูกตา มีการออกแบบวัดด้วยสถาปัตยกรรมแบบคุปตะ (Gupta) ซึ่งได้อิทธิพลมาจากอินเดีย แต่ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างในประเทศทำให้บุโรพุทโธมีเอกลักษณ์ในแบบอินโดนีเซียที่ไม่เหมือนใคร

อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่มหึมาของชาวพุทธแห่งนี้ สามารถรอดพ้นจากการระเบิดกูนุง เมอร์ราปี (Gunung Merapi) โดยผู้ก่อการร้าย และการเกิดแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 2006 ทำให้ที่นี่ยังคงความงามเหมือนเมื่อ 1200 ปีก่อนไว้อย่างดีเลยค่ะ โดยสร้างจากหินภูเขาไฟสีดำ สวยงามยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ

ภายนอกมีรูปทรงคล้ายปีรามิด แบ่งเป็น 3 ชั้น โดยชั้นล่างสุดเป็นขั้นบันไดรูปสี่เหลี่ยมเป็นชั้นกามธาตุ แสดงถึงการที่มนุษย์ยังมีกิเลสตัณหา และยังคงไม่สามารถหลุดพ้นได้ ถัดมาเป็นฐานขั้นบันไดรูปกลมเรียกขั้นรูปธาตุ แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ได้แล้วเพียงบางส่วน สูงขึ้นมาอีกเป็นฐานกลมคือชั้นอรูปธาตุ แสดงถึงการละแล้วซึ่งเรื่องราวทางโลกของมนุษย์ ส่วนชั้นบนสุดเป็นฐานวงกลมขนาดใหญ่ของเจดีย์องค์ประธานที่แสดงถึงนิพพาน ซึ่งแฝงหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธนั่นเอง

ค่าเข้าชม : สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่ชาวอินโดนีเซีย ราคา 25 USD และสำหรับนักเรียนที่ไม่ใช่ชาวอินโดนีเซีย ราคา 10 USD จ้า


เที่ยวเกาะกิลี ลอมบอก (Gili Islands, Lombok)

เกาะกิลี ลอมบอก (Gili Islands, Lombok) ประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆ อีก 3 เกาะได้แก่ กิลี ตราวันงัน (Gili trawangan) กิลี ไอร์ (Gili Air) และกิลี เมโน (Gili Meno) ตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของลอมบอก แต่ละเกาะจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวค่ะ อย่างเกาะกิลี ตราวันงัน ก็จะมีความเป็นสากลนิยมมากที่สุด ครึกครื้นไปด้วยเสียงเพลง ปาร์ตี้ ห้องอาหาร และที่พักหลากหลายรูปแบบ ผู้คนก็จะเยอะนิดนึง แต่ถ้าชอบแบบเบาๆ ลงมาหน่อยก็ต้องมาที่เกาะกิลี ไอร์ มีลักษณะเฉพาะแบบชาวพื้นเมืองอยู่สูงมาก ผู้คนไม่แออัด ให้อารมณ์สบายๆ ชิลๆ ในขณะที่เกาะกิลี เมโน นั้นเงียบมากกก.. แต่ก็เป็นจุดเด่นที่มีเสน่ห์สุดๆ ของเค้าเลยล่ะ เหมาะสำหรับคู่รักที่กำลังหาสถานที่เงียบๆ โรแมนติก ไม่มีอะไรมาขัดจังหวะกวนใจ อิอิ

เกาะกิลี สามารถเดินทางด้วยเรือเร็วสปีดโบ๊ทตรงมาจากบาหลีได้เลยนะคะ แถมยังมีโรงแรมใหม่ๆ เท่ห์ๆ คูลๆ สร้างขึ้นมาราวกับดอกเห็ดเลยค่ะ แต่สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลแห่งนี้ ก็ยังคงความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มากๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบกิจกรรมดำน้ำ ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก เพราะเราจะได้เห็นเต่าและปลาสีสันแปลกตา และหาดูยากได้ที่นี่ด้วยค่า

สามารถพายเรือคายัคที่ทำจากแก้วใสทำให้ได้เห็นความงามใต้ท้องทะเลได้แบบชัดแจ๋ว *0* นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมขี่ม้าในทะเล ปาร์ตี้บนเรือในเกาะกิลี ตราวันงัน และชมศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมอย่างปราเซียน (Prasean) การต่อสู้ด้วยไม้และโล่หนัง แต่ก็ต้องเตรียมใจด้วยนะคะว่าอาจจะต้องถูกตีแน่ๆ อาจมีเลือดตกยางออกกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ และเราสามารถเข้ารวมสนุกกับนักแสดงได้ด้วย เอ่อออ  หญิงปุ๊กขอดูและส่งกำลังใจอย่างเดียวละกันค่าา 555

เครดิตภาพจาก : http://atollhaven.com

พามาต่อด้วยภารกิจบินใต้น้ำซับวิง (Subwing) กีฬาชนิดใหม่ที่ช่วยให้เราสำรวจปะการังอันสวยงามใต้น้ำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ โดยเรือที่เชื่อมต่อกับบอร์ดซับวิง จะดึงเราผ่านมหาสมุทร ชมวิวใต้น้ำในมุมมองใหม่แบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน น่าสนใช่มั้ยล่าาา

นักท่องเที่ยวมักจะมาดำน้ำตื้น (Snorkeling) ดูปะการังนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของ เกาะกิลี ตราวันงัน ซึ่งเป็นจุดดำน้ำที่ดีที่สุดของที่นี่ค่ะ ถ้าใครดำน้ำไม่เก่งก็ไม่ต้องกังวลนะคะ เขามีเรียนดำน้ำฟรีในสระว่ายน้ำก่อน  ที่นี่เหมาะแก่การเรียนดำน้ำเพราะกระแสน้ำค่อนข้างอ่อน ไม่แรง มีทัศนะวิสัยที่ดี ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการดำน้ำคือช่วงพฤษภาคมไปจนถึงกันยายน หลังช่วงหน้าฝนที่นี่จะเต็มไปด้วยจุดดำน้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกเพียบ จัดเป็นหนึ่งในสุดยอดจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับผู้ที่รักในการดำน้ำเลยก็ว่าได้ จะรออะไรอยู่หาชุดดำน้ำสักชุดแล้วมาพิสูจน์ด้วยตัวเองกันเล้ย


เที่ยวราชา อัมพัท ฝั่งตะวันตกจังหวัดปาปัว (Raja Ampat, West Papua)

น้ำทะเลที่ใสราวกับกระจกอย่างทะเลมัลดีฟมันมีอยู่จริงที่ประเทศอินโดนีเซียเหมือนกันจ้า ที่ราชา อัมพัท ฝั่งตะวันตกจังหวัดปาปัว (Raja Ampat, West Papua)

นอกชายฝั่งทางตะวันตกของจังหวัดปาปัวเต็มไปด้วยเกาะมากมายกว่า 1,500 เกาะ และเรียกพื้นที่ทะเลที่มีหมู่เกาะอยู่มากมายเหล่านั้นว่า ราชา อัมพัทนั่นเอง และด้วยการคมนาคมที่สะดวกสบาย สามารถนั่งเครื่องบิน หรือเรือมายังหมู่เกาะได้ ยิ่งทำให้คนที่รักและชอบในการดำน้ำหลั่งไหลมากันจากทั่วทุกมุมโลก และบรรดาพืชและสิ่งมีชีวิตบนเกาะยังคงได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม

ราชา อัมพัท นับเป็นสวรรค์อันแท้จริงของนักดำน้ำ ทรัพยากรของโลกใต้น้ำที่นี่ยังสมบูรณ์อยู่มาก สามารถดำได้ลึกตั้งแต่ 10 ถึง 40 เมตรเลยทีเดียว เหมาะกับนักดำน้ำทุกระดับเลยละค่า

ถ้าชื่นชอบหรืออยากเห็นปลาตัวโตๆ หายาก อย่างปลากระมงพร้าว (Giant Trevally) ซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับวงศ์ปลาหางแข็ง หรือแม้แต่ปลาทูน่าฟันหมา (Dogtooth Tuna) ซึ่งจัดเป็นปลาอินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอีกชนิดหนึ่งของโลก รวมไปถึงปลาฉลามหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่แล้วใครมาที่นี่ก็มักจะเจอเจ้าปลาฉลามครีบขาว (Whitetip Reef Sharks) และปลาฉลามครีบดำ (Blacktip Reef Sharks) บางทีเจ้าฉลามว๊อบบี้ก๊อง (Wobbegong Shark) ฉลามหน้าตาประหลาดแสนสวยก็จะโผล่มาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ด้วยเหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ธรรมชาติใต้น้ำเท่านั้น ที่ดึงดูดผู้คนให้มาเที่ยว ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติบนบกกับพันธุ์นกมากกว่า 350 สายพันธุ์ และต้องทึ่งไปกับความหลากหลายทางชีวภาพ พืช และแมลง

เครดิตภาพจาก : http://www.topindonesiaholidays.com

เครดิตภาพจาก : http://www.carpediemphinisi.com


เที่ยวโทราจาแลนด์ (Torajaland)

หุบเขาในสายหมอกแห่งนี้ คือโทราจาแลนด์ (Torajaland) อยู่ทางที่ราบสูงตอนใต้ของสุลาเวสี (Sulawesi) การเยี่ยมชมวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ราวกับเดินหลุดเข้าไปนั่งเรียนในคลาสวิชามานุษยวิทยากันเลยทีเดียว เพราะด้วยขนบธรรมเนียม พิธีกรรม และความเชื่อทางศาสนาที่แปลกมากมาย แม้แต่หลังคาบ้านยังโค้งเหมือนเรือยื่นออกมาจนสะดุดตา เจ้าสิ่งปลูกสร้างนี้ว่า ตันโงโกนัน (Tangokonan) มีข้อสังเกตุว่า ถ้าบ้านไหนมีปริมาณเขาควายน้ำติดอยู่จำนวนมากแสดงว่าบ้านหลังนั้นมีฐานะร่ำรวยมากนั่นเอง

พิธีกรรมที่แปลกที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการจัดพิธีงานศพ ทั้งใหญ่และยาวนานเป็นสัปดาห์ มีทั้งกิจกรรมการเต้น กล่าวบทกลอน ดนตรีจัดเต็ม โดยชาวโตราจันส์ (Torajans) มีความเชื่อว่ายิ่งมอบชีวิตเหล่าควายน้ำมากจะช่วยอำนวยความสะดวก ในการเดินทางสู่เส้นทางชีวิตหลังความตายให้ชาวโตราจันส์ผู้นั้นนั่นเอง

ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพครั้งหนึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆ นะคะ บรรดาควายน้ำที่ถูกทำพิธีจะถูกนำเนื้อมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านและแขกผู้มาร่วมงานศพ ซึ่งควายน้ำมีราคาแพงมากในโตราจา ราคาแตะหลักพันดอลล่าร์เลยทีเดียว

เครดิตภาพจาก : https://khiri.com

ภาพโลงศพ และกระดูกเป็นอะไรที่สามารถพบเห็นได้ทั่วตลอดทางที่นี่ สัญลักษณ์แห่งความตายมีให้เห็นเต็มไปหมด ใครจะทุ่มเททั้งร่างกาย จิตวิญญาณ อารมณ์ร่วมกันออกมาในรูปปรัชญาความเชื่อได้เท่าที่โตราจา (Toraja) เป็นอยู่อีกนะ

 

เที่ยวบูนาเก็น (Bunaken)

อีกหนึ่งในใจของนักดำน้ำ บูนาเก็น (Bunaken) ก็ติดโผเข้ามาเหมือนกันนะค้า เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุลาเวสี มีขนาดราวๆ 8.08 ตารางกิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของเมืองมานาโด (Manado) เมืองหลวงทางตอนเหนือสุลาเวสี (North Sulawesi) โดยอุทยานทางทะเลรอบๆ เกาะบูนาเก็นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ รวมไปถึงมหาสมุทรรอบๆ เกาะมานาโด ตัว (Manado Tua) เกาะสิลาเดน (Siladen) เกาะมันเตฮาเก (Mantehage) ด้วยเช่นกัน

รอบเกาะบูนาเก็นนั้น มีปะการังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก นับเป็นอีกหนึ่งในหมู่เกาะที่ดีที่สุดของโลกเลยล่ะจ้า ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่มีสีสันแปลกตาอยู่ทั่วบริเวณพื้นที่ก้นทะเล ทั้งปลาขนาดใหญ่ไปจนถึงสิ่งมีชิวิตขนาดเล็กเรียกว่าจัดเต็มพร้อมให้ได้ยลโฉมกันเลยทีเดียว อย่าลืมเตรียมกล้องสำหรับถ่ายภาพใต้น้ำเอาไว้ด้วยนะจ๊ะ

เครดิตภาพจาก : https://www.amazingplaces.com

อุทยานทางทะเลแห่งชาติบูนาเก็น (Bunaken Marine National Park) นักดำน้ำชื่นชอบที่นี่มาก เพราะแค่ดำน้ำตื้นก็สามารถชมสวนปะการังใต้น้ำได้แล้วจ้า ถ้าอยากจะสัมผัสธรรมชาติป่าเขาก็สามารถเดินป่าตามเส้นทางหมู่เกาะ หรือปีนภูเขาไฟมานาโด หรือแม้แต่ไปตกปลากับชาวประมงท้องถิ่น แต่อาจจะต้องออกจากเขตอุทยานทางทะเลนะจ๊ะ นอกจากนี้ยังมีทริปดูปลาโลมาหรือ ปลาวาฬใน 1 วันอีกด้วยค่า ดีงามมม

การเข้าไปภายในอุทยานจะมีค่าเข้าอยู่ที่ราวๆ 100-200 บาทต่อวัน เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีไม่เสียค่าใช้จ่ายจ้า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมาเที่ยวที่นี่คือกรกฎาคม และสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของที่นี่ โรงแรมอาจเต็มเร็ว แนะนำให้จองล่วงหน้านิดนึงจ้า

 

เที่ยวภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo)

สุดยอดความงามแห่งขุนเขาในอินโดนีเซีย ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) ถ้าขับรถมาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงจากเมืองสุราบายา (Surabaya) เมืองหลวงของชวาตะวันออก (East Java) ภูเขาไฟโบรโมเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติโบรโม เต็งเกร์ เซอเมรู (Bromo Tengger Semeru Natioanl Park) กินพื้นที่ราวกว่า 800 ตารางกิโลเมตร ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ถ้าเทียบกับภูเขาไฟลูกอื่นๆ ในอินโดนีเซีย เค้าก็เล็กพริกขี้หนูนะคะซิส เพราะทิวทัศน์ที่น่าทึ่งบนความสูงกว่า 2,392 เมตร แม้ไม่ใช่เทือกเขาที่สูงที่สุดในอินโดนีเซีย แต่ความงามติดตราตรึงใจผู้มาเยือนฝุดๆ งานนี้ สิบ สิบ สิบ ไปเลยจ้า

เที่ยวชวา (Java) ทั้งที ปีนเขาสิคะ รออะไร ภูเขาไฟโบรโม ช่างยิ่งใหญ่และสูงตระหง่าน บนยอดเขาเป็นปล่องที่ยังสามารถคายควันไฟได้ เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงมีการระเบิดค่อนข้างถี่มากที่สุดในโลก ทำให้มีพื้นที่กั้นนักท่องเที่ยวเอาไว้ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ มันตั้งอยู่ในพื้นที่ของปล่องภูเขาไฟเต็งเกร์ กัลเดร่า (Tengger Caldera) มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 10 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยหาดทรายภูเขาไฟขาวละเอียด เลาท์ ปาเซียร์ (Laut Pasir)

มีตำนานเล่ากันว่า ภูเขาไฟโบรโม มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อชาวเต็งเกร์ที่เชื่อว่า ที่นี่มีเจ้าชายผู้กล้าหาญได้เสียสละชีวิตของตนเพื่อครอบครัวของตัวเอง จึงได้มีการโยนอาหารและเงินลงไปที่ปล่องภูเขาไฟทุกปีในช่วงเทศกาลกาซาดะ (Kasada Festival) นั่นเอง

ช่วงที่แนะนำให้มาเที่ยวกันเลยคือมิถุนายนไปจนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่มีฝนน้อยแต่นักท่องเที่ยวอาจมากสักหน่อยนะคะ โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงเทศกาลกาซาดะพอดี

อีกสิ่งหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ในสไตล์ท้องถิ่นของที่นี่คือ บ้านของชาวเต็งเกรีส (Tenggerese Houses) นอกจากนี้ยังมีวัดฮินดูแบบชาวเต็งเกรีส (Tenggerese Hindu Temple) หรือที่เรียกว่าโปเต็น (Poten) ตั้งอยู่สงบนิ่งกลางทะเลทราย

มาต่อกันที่ ภูเขาไฟเปนันจาคัน (Mount Penanjakan) อยากเห็นวิวสวยๆ ก็ต้องมาให้ทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขาไฟโบรโมนะค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ในการเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวจุดแรก พระอาทิตย์จะขึ้นในเวลา 5:30น. จุดชมวิวยิ่งสูงทัศนียภาพยิ่งโล่งโปร่ง ไม่มีคนแออัด ทำให้ถ่ายรูปได้สวยไม่ติดคนค่ะ หากอยากขึ้นสูงๆ งานนี้บอกเลยร่างกายต้องฟิตนิดนึง  เพราะต้องลงจากภูเขาไฟเปนันจาคัน และขึ้นต่อไปที่ภูเขาไฟโบรโม โดยต้องข้ามทะเลทรายพื้นที่ราวๆ 3 กิโลเมตร และขึ้นต่อไปถึงบริเวณพื้นที่ปล่องไฟขนาดใหญ่ของภูเขาไฟโบรโม ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทริปนี้วิวระดับเทพ ไม่ได้โม้~

 

เที่ยวทะเลสาบเคลิมูตู ฝั่งตะวันออกนูสา เติงการา (Kelimutu Lake, East Nusa Tenggara)

อีกหนึ่งสถานที่ที่มาแรงแซงโค้ง เพราะใครจะไปนึกว่าทะเลสาบกับภูเขาไฟจะอยู่ร่วมกันได้ ทะเลสาบเคลิมูตู (Kelimutu Lake) จริงๆ แล้วเป็นชื่อของภูเขาไฟ ที่ตั้งอยู่ในตอนกลางของเกาะฟลอเรส (Central Flores Island) ห่างจากฝั่งตะวันออกเมืองเอ็นเด (Ende) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของพื้นที่ปกครองเอ็นเดฝั่งตะวันออกนูสา เติงการา (East Nusa Tenggara) ออกไปราว 50 กิโลเมตร ภายในปล่องภูเขาไฟเคลิมูตูมีทะเลสาบเคลิมูตู สูงราว 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอกจ้า มันคือทะเลสาบที่อยู่ในปล่องภูเขาไฟ อันซีนสุดๆ ไปเลย

ความไฮโซอีกอย่างก็คือ น้ำในทะเลสาบสามารถเปลี่ยนสีได้ด้วย! ว้าวววว อย่างเมื่อสองปีก่อนเคยเป็นทั้งสีขาว สีเทอร์คอยซ์ (Turqouise) และสีแดง ช่วงพฤศจิกายนปี ค.ศ. 2009 เคยเป็นสีดำ สีเทอร์คอยซ์ และสีโค๊ก ตามความเชื่อท้องถิ่น สีแต่ละสีในทะเลสาบมีความหมายของตัวมันเอง และมีพลังธรรมชาติที่ทรงพลังมาก

ทะเลสาบสีฟ้า หรือนูวา มูริ คูไฟ ติวู (Nuwa Muri Koo Fai Tiwu) เชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของจิตวิญญาณคนหนุ่มสาวที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

ทะเลสาบสีแดง หรือติวู อะตา โปโล (Tiwu Ata Polo) แหล่งรวมวิญญาณผู้เสียชีวิตที่ครั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้ก่ออาชญากรรมเสมอ

ในขณะที่ ทะเลสาบสีขาว หรือติวู มุบอูปู อะตา (Tiwu Mbupu Ata) เป็นแหล่งรวมวิญญาณบิดามารดาผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง

และว่ากันว่า การเปลี่ยนสีนั้นเป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากแร่ธาตุที่มีอยู่ในทะเลสาบ อาจถูกกระตุ้นโดยก๊าซซัลเฟอร์ อย่างไรก็แล้วแต่ทะเลสาบยังคงเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครรู้คำตอบของสาเหตุที่แน่นอนของปรากฏการณ์นี้ค่ะ

 

เดินถัดออกไปประมาณ 15 นาทีจะพบหมู่บ้านโมนิ (Moni) สามารถ ดูนก ปีนเขา และเยี่ยมชมการทอผ้าแบบท้องถิ่น ค่าเข้าชมที่นี่ไม่ถึง 10 บาท ถูกมากกกก ตัวทะเลสาบนั้นตั้งอยู่บนยอดเขาเคลิมูตู ช่วงเช้าเป็นเวลาที่สวยที่สุดในการขึ้นไปชม เพราะช่วงบ่ายๆ ไปจนถึงเย็นแล้ว ทะเลสาบมักถูกหมอกเข้าปกคลุมลดทอนความงามของทัศนียภาพไปเยอะเลยค่า

 

เที่ยวอุทยานแห่งชาติโคโมโด (Komodo National Park)

มาตามหาต้นกำเนิดของมังกรโคโมโดกันเร็ววว ที่นี่คือ เกาะโคโมโด (Komodo Island)  เป็น 1 ใน 3 เกาะขนาดใหญ่ของหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยอีก 2 เกาะที่เหลือได้แก่ รินจยา (Rinca) และปาดาร์ (Padar) การก่อตั้งอุทยานจุดประสงค์หนึ่งคือ อนุรักษ์มังกรโคโมโด ที่แสนน่ารักเอาไว้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่เดียวในโลกที่สามารถพบเห็นเจ้ามังกรโคโมโดอาศัยอยู่ตามธรรมชาตินั่นเองค่ะ ยูเนสโก (UNESCO) ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่สงวน ในปี ค.ศ. 1986 และยกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1991 อีกด้วย

อุทยานมีลักษณะไหล่เขาที่เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาและมีลักษณะแห้ง เต็มไปด้วยพืชหนาม มีหาดทรายขาวที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก น้ำทะเลสีฟ้าใสราวกับกระจก มองเห็นปะการังที่งดงามสมบูรณ์ได้อย่างชัดเจน

ควรเดินทางมาช่วงเมษายนไป จนถึงธันวาคมนะคะ เพราะอากาศจะค่อนข้างดีไม่ร้อนจนเกินไปประมาณ 26 องศา หากมาช่วงมกราคมถึงมีนาคมอาจมีฝนตกเล็กน้อย และถ้าตั้งใจมาดูเจ้ามังกรโคโมโดก็ควรหลีกเลี่ยงฤดูกาลผสมพันธุ์ และทำรังช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม และกันยายนถึงพฤศจิกายนตามลำดับ เพราะเป็นช่วงที่โอกาสเจอยิ่งยากขึ้นนั่นเองจ้า ยังไงก็วางแผนการเที่ยวกันดีๆ แล้วรีบมาเซย์ฮัลโหลสัตว์ในตำนานอย่างมังกรโคโมโดกันนะจ๊ะ

lek

Leave a Reply

LEAVE A COMMENT